PostHeaderIconการบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

การบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

ช่วงเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรของหน่วยงานโดยเฉพาะข้าราชการต่างวุ่นวายกับการเดินทางไปเข้ารับการอบรมและเข้าร่วมประชุมสัมมนา แต่หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ เมื่อได้รับคำสั่งโดยชอบ ข้าราชการที่ดีต้องรักษาวินัยและปฏิบัติตามคำสั่ง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ฝืนกับความรู้สึกเนื่องจากต้องทิ้งภาระงานไว้ชั่วขณะ อย่างไรก็ดี ข้าราชการและบุคลากรเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานของหน่วยงาน ข้าราชการรวมถึงบุคลากรอื่นในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญและทรงคุณค่า ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ข้าราชการและบุคลากรทุกภาคส่วนจะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและสังคมโลกอยู่เสมอ

หัวข้อเรื่องในการอบรมและประชุมสัมมนาที่ดูจะเป็น highlight เกือบทุกครั้งที่จัดโดยหน่วยงานทางการศึกษา ส่วนใหญ่มักไม่พ้นเรื่องของการพัฒนาคนเข้าสู่สถานะประชากรอาเซียนให้มีคุณภาพ ด้วยกระบวนการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงตั้งความหวังไว้กับโรงเรียน(ซึ่งก็คือคุณครู) และนำไปสู่โครงการพัฒนาครูรวมถึงโครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบที่มีชื่อว่า “โรงเรียนมาตรฐานสากล ” โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งเป้าหมายจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการไว้เบื้องแรก  500 โรงเรียน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเจตนารมณ์ในการจัดทำโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อ (1) พัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพทัดเทียมกับพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ  (2) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศ (3) ยกระดับโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล และ (4) จัดภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกระดับ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศและระหว่างประเทศ

เจตนารมณ์ของโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลในข้างต้นเป็นสิ่งที่ดี ผู้เขียนในฐานะที่เป็นครูและพลเมืองไทยคนหนึ่งเห็นด้วยกับโครงการโดยรวม แต่ประเด็นที่น่ากังขาก็คือ รัฐบาลควรจะทำอย่างไร? โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่เหลืออีกจำนวนสามหมื่นกว่าโรงจึงจะมีโอกาสได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลกับเขาได้บ้าง และระยะเวลาที่เหลืออีกเพียงสามถึงสี่ปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจะพัฒนาเด็กๆในโรงเรียนที่เหลือเหล่านั้นได้ทันหรือ? หลายท่านเมื่ออ่านบทความฉบับนี้คงมีคำตอบอยู่ในใจว่า “งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง อ่านโครงการมาแล้วเดาไม่ออกหรือว่าต่อไปเขาก็ต้องขยายผล ใครเขาจะทำได้ทีเดียวหมดล่ะ? แล้วนอกจากโครงการนี้แล้ว รัฐบาลเขาก็ยังมีโครงการอื่นๆทำควบคู่ไป บางอย่างก็ทำไปแล้ว เช่น การปรับหลักสูตร ไม่รู้เรื่องหรือ? ครูทุกคนทุกโรงเรียนนั่นแหละที่มีหน้าที่พัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับเด็กๆในอาเซียนด้วยกันได้ ” อะไรทำนองนี้ ที่เป็นคำตอบซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะได้รับ ทำให้รู้สึกสงสารเด็กไทยอีกเป็นจำนวนมากมายที่ขาดโอกาสรวมถึงครูไทยที่อาจต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนนึกถึงและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ระบุไว้ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลด้วยก็คือเรื่องโรงเรียนและภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งดีและที่ผ่านมากรมสามัญศึกษาเดิมและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เคยดำเนินการมาบ้างแล้ว ได้แก่ โครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง โครงการจัดตั้งสหวิทยาเขต ฯลฯ หากแต่การดำเนินโครงการค่อนข้างไม่ประสบผลสำเร็จในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน การขาดความตั้งใจจริงและความสมานสามัคคีของกลุ่มโรงเรียน ตลอดจนการขาดการนิเทศกำกับและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่หากรัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปรารถนาจะให้การดำเนินการในเรื่องภาคีเครือข่ายของโรงเรียนมาตรฐานสากลมีความสำเร็จ นอกเหนือจากการทุ่มเทงบประมาณแก่โรงเรียนในโครงการ การอุทิศกำลังกายและกำลังใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรต้องดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้  (1) ขยายผลการพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้กับโรงเรียนเครือข่ายโดยไม่ต้องรอเสร็จสิ้นโครงการในระยะยาว (2) เพิ่มจำนวนโรงเรียนเป้าหมายโดยการจัดกิจกรรมสืบทอดโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลในระดับท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนต้นแบบระดับอำเภอ และโรงเรียนต้นแบบระดับตำบล ตามขนาดและพื้นที่ที่ตั้งของโรงเรียน นอกเหนือจากการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบระดับจังหวัด  (3) นำสิ่งที่ดีมีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลจากโรงเรียนที่มีผลงานหรือเคยพัฒนาคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก่อน (ซึ่งน่าจะมีความพร้อมโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและบุคลากรอยู่ในระดับหนึ่ง) เช่น โรงเรียนในฝันของทุกระดับพื้นที่ โรงเรียนดีเด่นประจำตำบล เป็นต้น (4) พัฒนาความร่วมมือโดยการใช้และแลกเปลี่ยนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เลิกถือเขาถือเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาต่างล้วนเป็นหน่วยงานที่หน้าที่หลักร่วมกันคือการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับพลโลก

ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาเป็นสิ่งที่พึงกระทำโดยไม่ต้องรอช้า เพราะผลผลิตทางการศึกษาคือคน และคุณภาพของคนเป็นสิ่งชี้วัดการพัฒนาและความเจริญของประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารโครงการด้านการศึกษาไม่ต่างจากโครงการด้านอื่นๆ เช่น เร่งดำเนินโครงการเมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณ ปรับลดงบประมาณในทุกโครงการ ฯลฯ ยังให้เกิดข้อผิดพลาดมากมายตามมา อาทิ นักเรียนไม่ได้รับการสอนหรือการดูแลเท่าที่ควรเนื่องจากคุณครูหลายท่านไปราชการอบรม บางโครงการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายเนื่องจากงบประมาณถูกตัดทอน ฯลฯ ดังกรณีตัวอย่าง โครงการคืนครูให้นักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับจัดสรรนำมาจัดจ้างบุคลากรเพื่อให้ช่วยงานธุรการแก่โรงเรียนขนาดเล็กได้เพียง 1 อัตรา เขตพื้นที่การศึกษาจึงใช้วิธีให้บุคลากรเวียนทำงานโรงเรียนละ 2  วัน หมุนเวียนไปในสาม-สี่โรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละโรงเรียนไม่สามารถมอบงานธุรการให้ทำได้ เนื่องจากตามลักษณะงาน หลายงานเป็นงานต่อเนื่องและมีกำหนดเวลา

ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญและเพิกเฉยที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องในการบริหารและดำเนินโครงการ กล่าวคือไม่บริหารและดำเนินโครงการทางการศึกษาให้มีมาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องกระทำให้ต่างจากโครงการพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วยเงื่อนไขระยะเวลา ผลกระทบที่เกิดกับผู้เรียน และเกณฑ์การตัดทอนงบประมาณ (ที่ควรปรับลดเป็นจำนวนโครงการมากกว่าเป็นจำนวนเงิน) เราจะพัฒนาหน่วยงานทางการศึกษาเช่นโรงเรียนให้ไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไร?