เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้134
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้213
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้750
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว925
mod_vvisit_counterเดือนนี้3217
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2119
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด237930

Online (20 minutes ago): 3
IP ของคุณ : 54.227.76.35
,
วันนี้ : May 22, 2019

PostHeaderIcon บทความล่าสุด

PostHeaderIcon บทความยอดนิยม

PostHeaderIconงบประมาณกับโรงเรียนขนาดเล็ก

                                                งบประมาณกับโรงเรียนขนาดเล็ก

                                                                                                                                                            ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์  

                เมื่อประมาณสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาหลายแห่งได้รับการประเมินภายนอกรอบที่สามจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพทางการศึกษา (สมศ.) ผู้เขียนได้มีโอกาสรับฟังการวิพากษ์การดำเนินงานของโรงเรียนแห่งหนึ่งโดยคณะผู้ประเมิน และการแสดงความคิดเห็นของท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาภายหลังที่ท่านได้กล่าวขอบคุณคณะผู้ประเมิน สิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนแห่งนั้น ที่อดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่งและมีประสบการณ์เป็นผู้ประเมินให้กับ สมศ.มาก่อนกล่าวถึงคือ การจัดสรรงบประมาณตามรายหัวหรือการจัดสรรงบประมาณโดยใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียน ซึ่งไม่พอเพียงกับการบริหารจัดการในสถานศึกษาขนาดเล็ก ท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาท่านดังกล่าวได้แสดงความเห็นว่า การจัดสรรงบประมาณโดยใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียนเป็นความไม่ยุติธรรมบนความยุติธรรม ทำให้ผู้เขียนหวนคิดถึงข้อค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนเอง

               ในการทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “บุพปัจจัยของความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล ” ของผู้เขียน ซึ่งทำการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 ในเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 เขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 เขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2 และเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสงครามโดยมีตัวแปรหลักที่ทำการศึกษา คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน การใช้ความเป็นนิติบุคคลของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ความพร้อมและการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา และความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(การบริหารแบบเบ็ดเสร็จที่สถานศึกษา ) จากการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผู้เขียนค้นพบประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน และหนึ่งในประเด็นนั้นคือ การค้นพบด้านการพึ่งพาตนเองของโรงเรียนซึ่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยผู้เขียนพบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง  และสถานศึกษาที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและบริบทของสถานศึกษา  และความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองส่วนใหญ่ในสถานศึกษาขนาดเล็กและสถานศึกษาขนาดกลางมีฐานะยากจน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการระดมทรัพยากร จากข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                                 (1) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการควรต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่สถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลางในอัตราที่สูงขึ้น โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาจากบริบทที่ตั้งของโรงเรียน

                                 (2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรจัดให้มีกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน เพื่อให้สถานศึกษาทุกขนาดสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน และสถานศึกษาที่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูงสามารถช่วยเหลือสถานศึกษาที่พึ่งพาตนเองได้น้อย และสนับสนุน กำกับติดตามเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรต้องให้การสนับสนุนงบประมาณ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์แก่โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดกลางเพิ่มขึ้น

                                 (3) สถานศึกษาโดยเฉพาะขนาดเล็กและขนาดกลางควรจัดกิจกรรมเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะในการทำงานและเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริตให้กับผู้เรียนรวมทั้งแบ่งเบาภาระให้กับผู้ปกครองแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของโรงเรียนอีกส่วนหนึ่งด้วย

                ในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สิ่งสำคัญที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียน ก็คือวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ ที่ผู้เรียนต้องทุ่มเทความรู้ความสามารถ กำลังสติปัญญาและเวลา รวมทั้งการได้รับการขับเคี่ยวจากครูอาจารย์อย่างเข้มข้น จึงจะทำให้ผ่านหรือจบการศึกษาได้ แต่ทันทีที่นักศึกษาเรียนจบ เมื่อวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ถูกจัดวางไว้บนชั้นในห้องสมุด วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าเพียงเป็นผลงานวิจัยให้นักศึกษารุ่นหลังได้ใช้สำหรับศึกษาค้นคว้าเท่านั้น หน่วยงานต่างๆของรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือรัฐบาลกลับมองข้ามข้อค้นพบและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์เหล่านั้น ซึ่งไม่คุ้มค่ากับความมานะทุ่มเทหรือการลงทุนของมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตเลยแม้แต่น้อย

                ด้วยความตระหนักในเรื่องดังกล่าว บัณฑิตวิทยาลัยและโครงการปริญญาเอกหลายแห่งได้จัดส่งดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้เขียนเองจำได้ว่าได้ขอความร่วมมือจากโครงการปริญญาเอกที่ผู้เขียนจบการศึกษา ให้จัดส่งดุษฎีนิพนธ์ให้กับสภาการศึกษาแห่งชาติ ในสมัยที่ท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษาฯ นอกเหนือจากที่ส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ผู้เขียนรู้สึกเสียดายที่ดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนถูกวางทิ้งไว้บนชั้นเช่นเดียวกับดุษฎีนิพนธ์ของเพื่อนนักศึกษาทั้งหลาย เพราะมิเช่นนั้นแล้วช่วงระยะเวลาสามปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานน่าจะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนดำเนินการ กำกับและติดตามเรื่องเครือข่ายโรงเรียนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนเสียดายมากไปกว่าที่หน่วยงานสำคัญทางการศึกษาไม่ได้เหลียวแลดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนและเพื่อนๆ ก็คือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐไม่ได้เหลียวแลเด็กๆในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจนและด้อยโอกาสแต่อย่างใด หรือด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นให้รัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนการจัดการศึกษา รัฐบาลจึงจะปล่อยให้การดูแลทรัพยากรของชาติเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร โรงเรียน คุณครู และชุมชนที่ยากจนกระนั้นฤา?

 

PostHeaderIconการทบทวนวรรณกรรมกับจริยธรรมทางวิชาการ

                การทบทวนวรรณกรรมกับจริยธรรมทางวิชาการ

                                                                                                                                                                                                                                               ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์

                เมื่อหลายเดือนเศษล่วงมา ผู้เขียนได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับการทำวิจัย โดยอาจารย์ระดับดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏจากส่วนกลางแห่งหนึ่ง ที่จบการศึกษาด้านหลักสูตรและการสอน หรือด้านการวิจัยและการพัฒนาหลักสูตร?  ผู้เขียนก็ไม่อยากจะจำให้รู้สึกระคายเคืองต่อสถาบันอันทรงเกียรติที่ผู้บรรยายได้มีโอกาสไปร่ำเรียนมา ซึ่งผู้บรรยายได้ให้ความรู้และแสดงทรรศนะต่อการทบทวนวรรณกรรมแก่ผู้ฟังว่า “.....หากผู้วิจัยใช้ทฤษฎีเดียวกัน ก็สามารถที่จะลอกวรรณกรรมกันได้ ผู้เขียนไม่ทราบเจตนาของผู้บรรยายว่าต้องการพูดเอาใจผู้ฟัง เพื่อไม่ให้รู้สึกท้อถอยต่อการศึกษาค้นคว้าในการทำวิจัย หรือผู้บรรยายมีความเชื่อ ปฏิบัติและสอนนักศึกษาอย่างนี้  หากท่านพูดด้วยเหตุผลประการแรกก็ยังพอจะรับฟังได้บ้าง  แต่หากพูดด้วยเหตุผลประการหลังก็ถือเป็นกรรมเวรของวงการศึกษาไทย ที่แม้บุคคลที่ได้ชื่อว่า “ครู ” ก็ยังมีแนวคิดที่ผิดเพี้ยนไปจากคุณสมบัติที่ดีของการเป็นผู้วิจัย

                โดยทั่วไปแล้ว คุณครู-อาจารย์ (ผู้รับฟังการบรรยาย) หรือผู้วิจัยอาจมองว่า การทบทวนวรรณกรรมเป็นเพียงบทหนึ่งของการทำวิจัย ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ทำการวิจัยได้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ทำอย่างไร? และมีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้นมามาก-น้อยเพียงใด? ครอบคลุมทุกตัวแปรที่ศึกษาหรือไม่?  อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ที่ได้รับในการอ่าน การฟังและการวิพากษ์งานของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวถึงความสำคัญของการทบทวนวรรณกรรมในสองประเด็นคือ  ประเด็นแรก การทบทวนวรรณกรรมเป็นกระบวนการที่ครอบคลุมในทุกบทและทุกขั้นตอนของการทำวิจัย เพราะตั้งแต่เบื้องแรกของปัญหาที่มาหรือมูลเหตุซึ่งทำให้อยู่ในความสนใจ หรือการเห็นความจำเป็นต่อการทำวิจัยในเรื่องนั้นๆ  ผู้วิจัยก็ต้องศึกษาค้นคว้าโดยการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสาร ตำรา บทความ ข้อเขียน และงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องที่อยู่ในความสนใจเพื่อให้บังเกิดความชัดเจนเสียก่อน  จากนั้นผู้วิจัยจึงทำการศึกษาประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจอันนำมาซึ่งตัวแปรสำคัญที่ผู้วิจัยควรจะหยิบยกมาทำการศึกษา  ตลอดจนการศึกษาค้นคว้าขอบข่ายเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจนนำไปสู่การได้มาซึ่งตัวแปรย่อยหรือองค์ประกอบ (component) ของตัวแปรหลักเหล่านั้น

                นอกจากนี้ ในเรื่องแนวทางการดำเนินงานศึกษาวิจัย การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผล การตีความ และการอภิปรายผล ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าจากตำราและงานของผู้อื่นที่มีสาระขอบเขตใกล้เคียงกัน  เช่น การศึกษาตัวแปรเดียวกัน กลุ่มประชากรเดียวกัน วิธีการสุ่มตัวอย่างเหมือนกัน  หรือการใช้วิธีการทางสถิติอย่างเดียวกัน  เป็นต้น รวมถึงความจำเป็นในการอ้างอิงตำราและงานเหล่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันถึงความถูกต้อง  ตลอดจนความเชื่อถือได้ในทางวิชาการแก่งานของตน

                ประเด็นที่สอง ที่นักศึกษาหรือผู้วิจัยรู้จักคุ้นเคยกันดีก็คือการทบทวนวรรณกรรมในบทที่สองของการทำวิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ ตลอดจนงานวิจัยอื่นๆ รวมถึงงานวิจัยในชั้นเรียนตามความมุ่งหมายในการบรรยายของท่านผู้บรรยายจากมหาวิทยาลัยราชภัฏดังได้กล่าวในข้างต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งต่องานวิจัยนั้นๆ  เนื่องด้วยการทบทวนวรรณกรรมในบทนี้เป็นเครื่องแสดงหรือสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้วิจัยหลายประการด้วยกัน คือ  (1) ความมานะทุ่มเทต่อการศึกษาค้นคว้า  (2) ความสามารถในการวิเคราะห์ เลือกสรรผลงานและข้อคิดเห็นซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหรือควรค่าแก่การเชื่อถือมาใช้ศึกษาประกอบในงานของตน  (3) ความสามารถในการเขียน ได้แก่ การใช้ภาษา การเรียบเรียงและการบูรณาการสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาได้อย่างประสานสอดคล้อง  มีความชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล และ (4) คุณธรรมจริยธรรมของผู้วิจัย(ที่สะท้อนให้เห็นได้จากการอ้างอิงในเนื้อหา ) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ รวมทั้งเป็นสิ่งที่ผู้บรรยายทุกคนจำเป็นหรือสมควรต้องมี  เพราะมิฉะนั้นแล้ว ผู้บรรยายก็จะเป็นได้แต่เพียงผู้สอน มิอาจเรียกขานได้ด้วยคำว่า “ครู”

                ท้ายที่สุดของข้อเขียนฉบับนี้ ผู้เขียนอยากจะขอย้ำว่า นอกจากการลอกเลียนวรรณกรรมจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการขาดจริยธรรมทางวิชาการของผู้ที่กระทำแล้ว  การลอกเลียนวรรณกรรมยังทำให้งานวิจัยด้อยค่าและขาดอัตลักษณ์ความมีตัวตนในงานของผู้วิจัยนั้นอย่างสิ้นเชิง