เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้606
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1591
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2197
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว10162
mod_vvisit_counterเดือนนี้22477
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34717
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด319746

Online (20 minutes ago): 26
IP ของคุณ : 18.232.171.18
,
วันนี้ : Aug 19, 2019

PostHeaderIcon บทความล่าสุด

PostHeaderIcon บทความยอดนิยม

PostHeaderIconอนาคตกับกรรมปัจจุบัน

                                                                อนาคตกับกรรมปัจจุบัน

                                                                                                                                                                 ศ.สมุทรสงคราม

โดยปกติผู้เขียนจะมีเวลาอยู่บ้านน้อยมากเนื่องจากภาระงานและภารกิจส่วนตัว กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเย็นหรือค่ำ ทำให้ไม่ค่อยเห็นความเป็นไปรอบๆบ้าน ช่วงที่ผ่านมาตรงกับปิดเทอม วันหนึ่งเวลาบ่าย เมื่อผู้เขียนจอดรถเตรียมจะเลี้ยวรถเข้าบ้าน มีเด็กๆแถวบ้านขี่จักรยานเล่นอยู่หน้าบ้านของผู้เขียนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านที่กำลังมีการต่อเติมบ้านอยู่ ผู้เขียนสังเกตว่าตรงประตูรั้วด้านในของบ้านดังกล่าวมีเด็กน้อยลูกของคนงานก่อสร้าง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กที่ขี่จักรยานกำลังมองดูเพื่อนร่วมโลกขี่จักรยานด้วยความสนใจ ซึ่งผู้เขียนทราบภายหลังว่าเด็กลูกของคนงานมีชื่อเล่นว่า “โก๊ะ” ผู้เขียนรู้สึกสงสารเจ้าหนูโก๊ะจับใจ เพราะเหตุใด? โก๊ะจึงไม่มีจักรยานขี่เล่น ทำไม? โก๊ะจึงเกิดมาเป็นลูกคนงานที่มีรายได้พอเลี้ยงตัวและครอบครัวไปวันๆ ไม่สามารถซื้อของเล่นแพงๆให้โก๊ะได้  ในเมื่อเป็นชาวพุทธ ก็ต้องเชื่อเรื่องกรรมเป็นธรรมดา และถึงจะเคยฝึกสมาธิมาบ้าง ผู้เขียนก็ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่ากรรมใดทำให้โก๊ะเกิดมาต้อยต่ำ แต่ผู้เขียนเชื่อว่ากรรมปัจจุบันจะส่งผลให้โก๊ะเติบโตและเจริญก้าวหน้าในอนาคตได้ เพราะเหตุใด? ผู้เขียนจึงคิดเช่นนั้น

 ทุกๆวันที่ผู้เขียนมีโอกาสอยู่บ้าน ก็มักจะได้ยินเสียงโก๊ะเอ็ดน้อง โก๊ะช่วยแม่เลี้ยงน้องขณะที่แม่กับพ่อทำงาน โก๊ะไม่เคยเกเร ไม่พาน้องออกมาเล่นนอกรั๊วให้พ่อแม่เป็นห่วง เวลามีรถขายของวิ่งเข้ามาในซอย โก๊ะก็จะร้องรายงานแม่และเพื่อนคนงานของแม่ว่า “กับข้าวมาแล้ว ” โก๊ะมีสัมมาคารวะ เมื่อผู้เขียนขอดูตัวชัดๆ(เพราะที่ผ่านมาประตูรั๊วบัง) โก๊ะก็ยกมือสวัสดีโดยผู้ใหญ่ไม่ต้องบอก เจ้าของบ้านฝั่งตรงข้ามเล่าให้พี่สาวของผู้เขียนฟังว่า โก๊ะพูดเพราะ เวลาที่ปวดปัสสาวะ โก๊ะก็กล่าวขออนุญาตเข้าห้องน้ำกับเจ้าของบ้านด้วยวาจาอันไพเราะ และเกือบทุกครั้งที่พี่สาวของผู้เขียนซื้อผลไม้หรือแบ่งขนมให้ โก๊ะบอกกับคนอื่นๆว่าจะเก็บเอาไปกินที่บ้าน เด็กโก๊ะรู้จักการวางแผนทั้งที่มีวัยเพียงห้าขวบ ที่สำคัญเด็กโก๊ะไม่ได้ถูกเลี้ยงดูแบบประคบประหงม โก๊ะเล่นอยู่กับกองดินกองทราย ถูกเลี้ยงแบบให้ช่วยเหลือตัวเอง ฉะนั้นโก๊ะจึงแข็งแรงมีน้ำอดน้ำทนมากกว่าเด็กๆที่เป็นลูกหลานของผู้มีอันจะกินแถวนั้น หากพ่อกับแม่ของโก๊ะเห็นความสำคัญเรื่องการศึกษาของโก๊ะ และโก๊ะยังคงใฝ่ดีต่อไป ผู้เขียนเชื่อว่าโก๊ะจะต้องประสบความสำเร็จในวันข้างหน้าแน่นอน อีกไม่กี่วันผู้เขียนก็จะต้องไปทำงาน โรงเรียนของโก๊ะก็จะเปิดเทอมเช่นกัน และเมื่องานเสร็จ คนงานก่อสร้างก็จะย้ายไปทำงานที่อื่น ผู้เขียนได้แต่บอกพี่สาวว่า ให้พ่อหรือแม่ของโก๊ะจดที่อยู่ของเราไป วันข้างหน้าหากโก๊ะมีปัญหาเรื่องเรียนจะได้ติดต่อกลับมา โชคดีนะโก๊ะ!

 

PostHeaderIconโครงงาน: พื้นฐานของการวิจัย

                                                                 โครงงาน: พื้นฐานของการวิจัย

                                                                                                                                                              ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

วันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสไปเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา  ขากลับได้พูดคุยกับเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งถึงเรื่องการวิจัย ซึ่งท่านกรุณาได้ให้ข้อคิดเปรียบเทียบให้เห็นความต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยและมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนเป็นหลัก ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการสอนโครงงานในโรงเรียนซึ่งกระบวนการที่นักเรียนได้รับการปลูกฝังก็คือพื้นฐานของการวิจัย โดยที่คุณครูหลายท่านมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น อันนำไปสู่การละเลยต่อการสอนให้ผู้เรียนฝึกคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ (ซึ่งเป็นมาตรฐานหนึ่งในการประกันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ) และการปลูกฝังสาระพื้นฐานของการวิจัยอย่างผิดเพี้ยนให้แก่ผู้เรียน เช่น เรื่องตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม  เป็นต้น เพื่อให้นักศึกษาและผู้อ่านมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ผู้เขียนจึงใคร่จะขออธิบายถึงสองประเด็นดังกล่าว

ประเด็นแรก การสอนโครงงานเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในทุกๆวิชา (มิใช่ทุกกลุ่มสาระวิชา )หรือเฉพาะในบางวิชา เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คหกรรมศาสตร์(โครงงานอาหาร) ฯ อย่างที่คุณครูหลายท่านเข้าใจ เนื่องจากการสอนให้นักเรียนทำโครงงานไม่จำเป็นต้องจำกัดวงแคบอยู่ที่การทดลองหรือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆเท่านั้น หากเทียบเคียงการทำโครงงานกับการทำวิจัย เราจะสามารถแบ่งโครงงานได้ 4 ประเภทด้วยกัน คือ (1) โครงงานสำรวจ (2) โครงงานทดลอง (3)โครงงานประดิษฐ์ และ (4) โครงงานแบบบูรณาการ ระหว่างโครงงานแบบ (1) , (2) หรือ แบบ (3) เข้าด้วยกัน ซึ่งคุณครูผู้สอนจำเป็นต้องให้ข้อเสนอแนะในการเลือกทำโครงงานตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ตลอดจนตามลักษณะเนื้อหาวิชา อย่างไรก็ดี ในการออกแบบโครงงานหลายๆเรื่อง คุณครูสามารถบูรณาการสาระความรู้ต่างๆได้อย่างหลากหลาย อาทิ การจัดทำโครงงานศึกษา (สำรวจ)อาหารในวรรณคดีไทย นอกจากผู้เรียนจะได้รับความรู้ในวิชาภาษาไทย โภชนาการ และประวัติศาสตร์แล้ว ผู้เรียนยังจะได้รับความรู้ด้านแพทย์แผนไทยจากสมุนไพรที่ใช้ในการประกอบอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้การเสนอแนะประเภทของโครงงานอาจต้องพิจารณาที่ความสามารถ ระดับสติปัญญาและความเพียรของผู้เรียนด้วย

ประเด็นที่สอง ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวถึงสาระความรู้พื้นฐานด้านการวิจัยที่ผู้เรียนได้รับการปลูกฝังอย่างไม่ถูกต้องต่อๆกันมา ดังจะขอยกตัวอย่างการบรรยายให้ความรู้ของท่านวิทยากรท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ในการสอนโครงงานแก่เด็กๆในชั้นประถมศึกษา ซึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์การสอน โดยท่านวิทยากรอธิบายตัวอย่างการสอนเรื่องพลังงานเสียงแก่ผู้เรียนว่า ในสถานการณ์ที่มีการควบคุมแรงลม (โดยการปิดพัดลมและปิดหน้าต่าง) ตนเองนำขวดพลาสติกมาวางในทิศทางที่ตรงกับเปลวเทียน เมื่อให้นักเรียนเคาะที่ก้นขวดและปรับระยะห่างระหว่างขวดกับเปลวเทียนให้เหมาะสม  จะสามารถทำให้เปลวเทียนดับลง ในขณะที่ผู้สอนสรุปว่าแรงสั่นสะเทือนของเสียงทำให้เปลวเทียนดับ แต่กลับสอนผู้เรียนว่าขวดพลาสติกเป็นตัวแปรอิสระ ทั้งที่โดยความเป็นจริง เปลวเทียนจะดับลงหรือไม่มิได้ขึ้นอยู่กับขวด หากแต่ขึ้นอยู่กับแรงสั่นสะเทือนของเสียงที่เกิดจากการเคาะขวด ทั้งนี้ แรงสั่นสะเทือนของเสียงที่ไปกระทบกับเปลวเทียนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะการเดินทางของเสียง (ระยะห่างระหว่างขวดกับเปลวเทียน) ด้วย

ตัวแปรอิสระ (independent variables ) เป็นสิ่งที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม (dependent variables ) ดังนั้นขวดพลาสติกจากการทดลองในข้างต้นจึงเป็นเพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ใช้ในการสอนเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ผู้เขียนเคยได้รับฟังการบรรยายจากอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ประสงค์จะให้คุณครูทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งท่านกล่าวว่าหนังสือที่ท่านมอบให้เป็นคู่มือในการทำวิจัยแก่คุณครูคือตัวแปรอิสระ ทั้งที่โดยความเป็นจริงหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ท่านสร้างขึ้นประกอบการสอนและการทำวิจัยแก่คุณครู ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันวิทยาการวิจัยในประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับการวิจัยของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแม้แต่ผู้มีตำแหน่งวิชาการที่มหาวิทยาลัยจากส่วนกลางคัดเลือกมาเป็นผู้ให้ความรู้แก่คุณครู ก็ยังมีความสับสนต่อความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานของการวิจัย ทั้งนี้ ผู้ทรงความรู้และมีประสบการณ์ในการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ (สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2550; อวยพร เรืองตระกูล, 2553) ต่างกล่าวว่า ตัวแปรคือคุณสมบัติของสิ่งที่เราศึกษา ตัวแปรจึงย่อมไม่ใช่วัตถุ ดังนั้นถึงเวลาหรือยัง ที่ท่านคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา หน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานด้านการวิจัยจะต้องร่วมมือกันปฏิรูปการเรียนการสอนและการจัดการความรู้ด้านการวิจัยให้ถูกต้อง โดยเริ่มต้นเสียตั้งแต่การสอนโครงงานในชั้นประถมศึกษา ?

                                                                         เอกสารอ้างอิง

สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2550). การวิจัยด้านสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามลดา.

อวยพร เรืองตระกูล. (2553). ตัวแปรและสมมติฐาน. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม, 2554, จาก  http://www. rlc nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=576