เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
Login Form
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้395
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้614
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2792
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว4785
mod_vvisit_counterเดือนนี้11798
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว6149
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด252660

Online (20 minutes ago): 11
IP ของคุณ : 54.242.25.198
,
วันนี้ : Jun 19, 2019

PostHeaderIcon การวิจัย

PostHeaderIcon โพลล์กับการวิจัยเชิงสำรวจ

โพลล์กับการวิจัยเชิงสำรวจ ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์

เมื่อราวๆ เกือบทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า “โพลล์” (Poll ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็กซิทโพลล์ (Exit Poll) ซึ่งขณะนั้นผู้ทำโพลล์สามารถทำนายผลการเลือกตั้งได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ปัจจุบันผลโพลล์หลายหัวข้อที่จัดทำโดยหลายสำนักกลับตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่ครหาถึงกระบวนการได้มาและความน่าเชื่อถือ และหลายครั้งหลายคราที่ผู้ทำโพลล์ก็ได้รับการต่อต้านจนถึงกับถูกเรียกขานชื่อสำนักเปลี่ยนไปเป็นอื่นก็มี ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงอดีตสมัยเรียน ที่ครั้งหนึ่งรุ่นพี่ของผู้เขียนไม่อาจอธิบายได้ว่างานวิจัยของตนซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีความเป็นพิเศษและต่างจากโพลล์อย่างไร? ทั้งนี้มีผู้ให้ความหมายของโพลล์ไว้น่าสนใจ ดังนี้

“Public-opinion survey in which either all members of a particular group, or randomly chosen  respodents from a sector of population, are asked carefully designed questions to extract specific information (Business Dictionary Com, n.d.) ”


จะเห็นได้ว่าโพลล์เป็นการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชน ทั้งการสำรวจจากสมาชิกทุกคนในกลุ่มเฉพาะ หรือการสุ่มเลือกผู้ตอบส่วนหนึ่งจากประชากร โดยใช้คำถามที่เจาะจงข้อมูล ในขณะที่นักวิชาการไทย (วัฒนา สุนทรชัย, 2549) ให้ความหมายว่า โพลล์คือการหยั่งเสียงของประชาชนซึ่งหมายถึงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง โดยความน่าเชื่อถือของผลโพลล์ ขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สถิติในการคำนวณและวิธีการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งจะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีหรืออ้างอิงไปสู่ประชากรได้ ตลอดจนคุณภาพของข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล โดยนัยดังกล่าว โพลล์จึงอยู่ในข่ายของการวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งหมายถึงการแสวงหาข้อข้อมูล ความรู้ อย่างเป็นระบบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือเป็นวิธีการซึ่งเป็นที่ยอมรับเชื่อถือได้

Last Updated (Friday, 04 January 2013 10:34)

 

PostHeaderIcon โครงงาน: พื้นฐานของการวิจัย

                                                                 โครงงาน: พื้นฐานของการวิจัย

                                                                                                                                                              ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

วันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสไปเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา  ขากลับได้พูดคุยกับเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งถึงเรื่องการวิจัย ซึ่งท่านกรุณาได้ให้ข้อคิดเปรียบเทียบให้เห็นความต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยและมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนเป็นหลัก ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการสอนโครงงานในโรงเรียนซึ่งกระบวนการที่นักเรียนได้รับการปลูกฝังก็คือพื้นฐานของการวิจัย โดยที่คุณครูหลายท่านมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น อันนำไปสู่การละเลยต่อการสอนให้ผู้เรียนฝึกคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ (ซึ่งเป็นมาตรฐานหนึ่งในการประกันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ) และการปลูกฝังสาระพื้นฐานของการวิจัยอย่างผิดเพี้ยนให้แก่ผู้เรียน เช่น เรื่องตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม  เป็นต้น เพื่อให้นักศึกษาและผู้อ่านมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ผู้เขียนจึงใคร่จะขออธิบายถึงสองประเด็นดังกล่าว

ประเด็นแรก การสอนโครงงานเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในทุกๆวิชา (มิใช่ทุกกลุ่มสาระวิชา )หรือเฉพาะในบางวิชา เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คหกรรมศาสตร์(โครงงานอาหาร) ฯ อย่างที่คุณครูหลายท่านเข้าใจ เนื่องจากการสอนให้นักเรียนทำโครงงานไม่จำเป็นต้องจำกัดวงแคบอยู่ที่การทดลองหรือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆเท่านั้น หากเทียบเคียงการทำโครงงานกับการทำวิจัย เราจะสามารถแบ่งโครงงานได้ 4 ประเภทด้วยกัน คือ (1) โครงงานสำรวจ (2) โครงงานทดลอง (3)โครงงานประดิษฐ์ และ (4) โครงงานแบบบูรณาการ ระหว่างโครงงานแบบ (1) , (2) หรือ แบบ (3) เข้าด้วยกัน ซึ่งคุณครูผู้สอนจำเป็นต้องให้ข้อเสนอแนะในการเลือกทำโครงงานตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ตลอดจนตามลักษณะเนื้อหาวิชา อย่างไรก็ดี ในการออกแบบโครงงานหลายๆเรื่อง คุณครูสามารถบูรณาการสาระความรู้ต่างๆได้อย่างหลากหลาย อาทิ การจัดทำโครงงานศึกษา (สำรวจ)อาหารในวรรณคดีไทย นอกจากผู้เรียนจะได้รับความรู้ในวิชาภาษาไทย โภชนาการ และประวัติศาสตร์แล้ว ผู้เรียนยังจะได้รับความรู้ด้านแพทย์แผนไทยจากสมุนไพรที่ใช้ในการประกอบอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้การเสนอแนะประเภทของโครงงานอาจต้องพิจารณาที่ความสามารถ ระดับสติปัญญาและความเพียรของผู้เรียนด้วย

ประเด็นที่สอง ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวถึงสาระความรู้พื้นฐานด้านการวิจัยที่ผู้เรียนได้รับการปลูกฝังอย่างไม่ถูกต้องต่อๆกันมา ดังจะขอยกตัวอย่างการบรรยายให้ความรู้ของท่านวิทยากรท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ในการสอนโครงงานแก่เด็กๆในชั้นประถมศึกษา ซึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์การสอน โดยท่านวิทยากรอธิบายตัวอย่างการสอนเรื่องพลังงานเสียงแก่ผู้เรียนว่า ในสถานการณ์ที่มีการควบคุมแรงลม (โดยการปิดพัดลมและปิดหน้าต่าง) ตนเองนำขวดพลาสติกมาวางในทิศทางที่ตรงกับเปลวเทียน เมื่อให้นักเรียนเคาะที่ก้นขวดและปรับระยะห่างระหว่างขวดกับเปลวเทียนให้เหมาะสม  จะสามารถทำให้เปลวเทียนดับลง ในขณะที่ผู้สอนสรุปว่าแรงสั่นสะเทือนของเสียงทำให้เปลวเทียนดับ แต่กลับสอนผู้เรียนว่าขวดพลาสติกเป็นตัวแปรอิสระ ทั้งที่โดยความเป็นจริง เปลวเทียนจะดับลงหรือไม่มิได้ขึ้นอยู่กับขวด หากแต่ขึ้นอยู่กับแรงสั่นสะเทือนของเสียงที่เกิดจากการเคาะขวด ทั้งนี้ แรงสั่นสะเทือนของเสียงที่ไปกระทบกับเปลวเทียนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะการเดินทางของเสียง (ระยะห่างระหว่างขวดกับเปลวเทียน) ด้วย

ตัวแปรอิสระ (independent variables ) เป็นสิ่งที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม (dependent variables ) ดังนั้นขวดพลาสติกจากการทดลองในข้างต้นจึงเป็นเพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ใช้ในการสอนเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ผู้เขียนเคยได้รับฟังการบรรยายจากอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ประสงค์จะให้คุณครูทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งท่านกล่าวว่าหนังสือที่ท่านมอบให้เป็นคู่มือในการทำวิจัยแก่คุณครูคือตัวแปรอิสระ ทั้งที่โดยความเป็นจริงหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ท่านสร้างขึ้นประกอบการสอนและการทำวิจัยแก่คุณครู ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันวิทยาการวิจัยในประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับการวิจัยของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแม้แต่ผู้มีตำแหน่งวิชาการที่มหาวิทยาลัยจากส่วนกลางคัดเลือกมาเป็นผู้ให้ความรู้แก่คุณครู ก็ยังมีความสับสนต่อความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานของการวิจัย ทั้งนี้ ผู้ทรงความรู้และมีประสบการณ์ในการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ (สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2550; อวยพร เรืองตระกูล, 2553) ต่างกล่าวว่า ตัวแปรคือคุณสมบัติของสิ่งที่เราศึกษา ตัวแปรจึงย่อมไม่ใช่วัตถุ ดังนั้นถึงเวลาหรือยัง ที่ท่านคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา หน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานด้านการวิจัยจะต้องร่วมมือกันปฏิรูปการเรียนการสอนและการจัดการความรู้ด้านการวิจัยให้ถูกต้อง โดยเริ่มต้นเสียตั้งแต่การสอนโครงงานในชั้นประถมศึกษา ?

                                                                         เอกสารอ้างอิง

สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2550). การวิจัยด้านสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามลดา.

อวยพร เรืองตระกูล. (2553). ตัวแปรและสมมติฐาน. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม, 2554, จาก  http://www. rlc nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=576

 
More Articles...