เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้605
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1591
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2196
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว10162
mod_vvisit_counterเดือนนี้22476
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34717
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด319745

Online (20 minutes ago): 26
IP ของคุณ : 18.232.171.18
,
วันนี้ : Aug 19, 2019

PostHeaderIcon การวิจัย

PostHeaderIcon การทบทวนวรรณกรรมกับจริยธรรมทางวิชาการ

                การทบทวนวรรณกรรมกับจริยธรรมทางวิชาการ

                                                                                                                                                                                                                                               ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์

                เมื่อหลายเดือนเศษล่วงมา ผู้เขียนได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับการทำวิจัย โดยอาจารย์ระดับดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏจากส่วนกลางแห่งหนึ่ง ที่จบการศึกษาด้านหลักสูตรและการสอน หรือด้านการวิจัยและการพัฒนาหลักสูตร?  ผู้เขียนก็ไม่อยากจะจำให้รู้สึกระคายเคืองต่อสถาบันอันทรงเกียรติที่ผู้บรรยายได้มีโอกาสไปร่ำเรียนมา ซึ่งผู้บรรยายได้ให้ความรู้และแสดงทรรศนะต่อการทบทวนวรรณกรรมแก่ผู้ฟังว่า “.....หากผู้วิจัยใช้ทฤษฎีเดียวกัน ก็สามารถที่จะลอกวรรณกรรมกันได้ ผู้เขียนไม่ทราบเจตนาของผู้บรรยายว่าต้องการพูดเอาใจผู้ฟัง เพื่อไม่ให้รู้สึกท้อถอยต่อการศึกษาค้นคว้าในการทำวิจัย หรือผู้บรรยายมีความเชื่อ ปฏิบัติและสอนนักศึกษาอย่างนี้  หากท่านพูดด้วยเหตุผลประการแรกก็ยังพอจะรับฟังได้บ้าง  แต่หากพูดด้วยเหตุผลประการหลังก็ถือเป็นกรรมเวรของวงการศึกษาไทย ที่แม้บุคคลที่ได้ชื่อว่า “ครู ” ก็ยังมีแนวคิดที่ผิดเพี้ยนไปจากคุณสมบัติที่ดีของการเป็นผู้วิจัย

                โดยทั่วไปแล้ว คุณครู-อาจารย์ (ผู้รับฟังการบรรยาย) หรือผู้วิจัยอาจมองว่า การทบทวนวรรณกรรมเป็นเพียงบทหนึ่งของการทำวิจัย ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ทำการวิจัยได้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ทำอย่างไร? และมีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้นมามาก-น้อยเพียงใด? ครอบคลุมทุกตัวแปรที่ศึกษาหรือไม่?  อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ที่ได้รับในการอ่าน การฟังและการวิพากษ์งานของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวถึงความสำคัญของการทบทวนวรรณกรรมในสองประเด็นคือ  ประเด็นแรก การทบทวนวรรณกรรมเป็นกระบวนการที่ครอบคลุมในทุกบทและทุกขั้นตอนของการทำวิจัย เพราะตั้งแต่เบื้องแรกของปัญหาที่มาหรือมูลเหตุซึ่งทำให้อยู่ในความสนใจ หรือการเห็นความจำเป็นต่อการทำวิจัยในเรื่องนั้นๆ  ผู้วิจัยก็ต้องศึกษาค้นคว้าโดยการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสาร ตำรา บทความ ข้อเขียน และงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องที่อยู่ในความสนใจเพื่อให้บังเกิดความชัดเจนเสียก่อน  จากนั้นผู้วิจัยจึงทำการศึกษาประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจอันนำมาซึ่งตัวแปรสำคัญที่ผู้วิจัยควรจะหยิบยกมาทำการศึกษา  ตลอดจนการศึกษาค้นคว้าขอบข่ายเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจนนำไปสู่การได้มาซึ่งตัวแปรย่อยหรือองค์ประกอบ (component) ของตัวแปรหลักเหล่านั้น

                นอกจากนี้ ในเรื่องแนวทางการดำเนินงานศึกษาวิจัย การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผล การตีความ และการอภิปรายผล ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าจากตำราและงานของผู้อื่นที่มีสาระขอบเขตใกล้เคียงกัน  เช่น การศึกษาตัวแปรเดียวกัน กลุ่มประชากรเดียวกัน วิธีการสุ่มตัวอย่างเหมือนกัน  หรือการใช้วิธีการทางสถิติอย่างเดียวกัน  เป็นต้น รวมถึงความจำเป็นในการอ้างอิงตำราและงานเหล่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันถึงความถูกต้อง  ตลอดจนความเชื่อถือได้ในทางวิชาการแก่งานของตน

                ประเด็นที่สอง ที่นักศึกษาหรือผู้วิจัยรู้จักคุ้นเคยกันดีก็คือการทบทวนวรรณกรรมในบทที่สองของการทำวิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ ตลอดจนงานวิจัยอื่นๆ รวมถึงงานวิจัยในชั้นเรียนตามความมุ่งหมายในการบรรยายของท่านผู้บรรยายจากมหาวิทยาลัยราชภัฏดังได้กล่าวในข้างต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งต่องานวิจัยนั้นๆ  เนื่องด้วยการทบทวนวรรณกรรมในบทนี้เป็นเครื่องแสดงหรือสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้วิจัยหลายประการด้วยกัน คือ  (1) ความมานะทุ่มเทต่อการศึกษาค้นคว้า  (2) ความสามารถในการวิเคราะห์ เลือกสรรผลงานและข้อคิดเห็นซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหรือควรค่าแก่การเชื่อถือมาใช้ศึกษาประกอบในงานของตน  (3) ความสามารถในการเขียน ได้แก่ การใช้ภาษา การเรียบเรียงและการบูรณาการสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาได้อย่างประสานสอดคล้อง  มีความชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล และ (4) คุณธรรมจริยธรรมของผู้วิจัย(ที่สะท้อนให้เห็นได้จากการอ้างอิงในเนื้อหา ) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ รวมทั้งเป็นสิ่งที่ผู้บรรยายทุกคนจำเป็นหรือสมควรต้องมี  เพราะมิฉะนั้นแล้ว ผู้บรรยายก็จะเป็นได้แต่เพียงผู้สอน มิอาจเรียกขานได้ด้วยคำว่า “ครู”

                ท้ายที่สุดของข้อเขียนฉบับนี้ ผู้เขียนอยากจะขอย้ำว่า นอกจากการลอกเลียนวรรณกรรมจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการขาดจริยธรรมทางวิชาการของผู้ที่กระทำแล้ว  การลอกเลียนวรรณกรรมยังทำให้งานวิจัยด้อยค่าและขาดอัตลักษณ์ความมีตัวตนในงานของผู้วิจัยนั้นอย่างสิ้นเชิง

 

 

PostHeaderIcon วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

“วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” เป็นชื่อบทความที่ผู้เขียนตั้งขึ้นด้วยความรู้สึกไม่ใคร่มั่นใจเท่าใดนัก ท่านผู้อ่านหรือท่านที่ให้ความสนใจต่อข้อเขียนในเว็บไซต์นี้ก็คงรู้สึกแปลกใจ เมื่อเห็นชื่อบทความนี้เช่นเดียวกัน และคงมีคำถามอยู่ในใจว่า เฉพาะงานวิจัยในชั้นเรียนไทยเท่านั้นหรือที่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรืองานวิจัยในชั้นเรียนไทยไม่ใช่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรืออย่างไร? ก่อนอื่นเราท่านทั้งหลายคงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความหมายแท้ที่จริงของงานวิจัยในชั้นเรียน(classroom research) คืออะไร? และการจัดทำหรือกระบวนการของงานวิจัยในชั้นเรียนของครูไทยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการวิจัยในชั้นเรียนหรือไม่?

ท่านผู้รู้ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญและทันสมัย มีผลงานเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ของบรรดาดุษฎีบัณฑิตไทยสาขาการวิจัยหลายท่าน ได้กล่าวถึงการวิจัยในชั้นเรียนว่า ทุกบทความของคลาสรูม รีเสิชที่ท่านได้ศึกษามุ่งเน้นความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนซึ่งหมายถึงการพัฒนาทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยใช้หลักการศึกษาค้นคว้าแบบธรรมชาติ เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียน จากสภาพความเป็นจริงของผู้เกี่ยวข้อง เป็นการวิจัยในบรรยากาศง่ายๆเป็นกันเอง ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นการวิจัยแบบหละหลวมแต่เป็นการวิจัยที่มีระบบเข้มข้นซึ่งจะพัฒนาครูให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาการสอนของตนตลอดเวลาเพื่อจะได้พัฒนาลูกศิษย์ให้มีทักษะในการเรียนรู้ ได้ต่อไป

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 16:23)

 
More Articles...