เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1101
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1117
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1101
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว9191
mod_vvisit_counterเดือนนี้29147
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว42319
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด368735

Online (20 minutes ago): 7
IP ของคุณ : 35.175.191.150
,
วันนี้ : Sep 22, 2019

PostHeaderIcon การศึกษา


PostHeaderIcon การบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

การบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

ช่วงเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรของหน่วยงานโดยเฉพาะข้าราชการต่างวุ่นวายกับการเดินทางไปเข้ารับการอบรมและเข้าร่วมประชุมสัมมนา แต่หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ เมื่อได้รับคำสั่งโดยชอบ ข้าราชการที่ดีต้องรักษาวินัยและปฏิบัติตามคำสั่ง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ฝืนกับความรู้สึกเนื่องจากต้องทิ้งภาระงานไว้ชั่วขณะ อย่างไรก็ดี ข้าราชการและบุคลากรเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานของหน่วยงาน ข้าราชการรวมถึงบุคลากรอื่นในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญและทรงคุณค่า ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ข้าราชการและบุคลากรทุกภาคส่วนจะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและสังคมโลกอยู่เสมอ

หัวข้อเรื่องในการอบรมและประชุมสัมมนาที่ดูจะเป็น highlight เกือบทุกครั้งที่จัดโดยหน่วยงานทางการศึกษา ส่วนใหญ่มักไม่พ้นเรื่องของการพัฒนาคนเข้าสู่สถานะประชากรอาเซียนให้มีคุณภาพ ด้วยกระบวนการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงตั้งความหวังไว้กับโรงเรียน(ซึ่งก็คือคุณครู) และนำไปสู่โครงการพัฒนาครูรวมถึงโครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบที่มีชื่อว่า “โรงเรียนมาตรฐานสากล ” โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งเป้าหมายจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการไว้เบื้องแรก  500 โรงเรียน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเจตนารมณ์ในการจัดทำโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อ (1) พัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพทัดเทียมกับพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ  (2) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศ (3) ยกระดับโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล และ (4) จัดภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกระดับ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศและระหว่างประเทศ

เจตนารมณ์ของโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลในข้างต้นเป็นสิ่งที่ดี ผู้เขียนในฐานะที่เป็นครูและพลเมืองไทยคนหนึ่งเห็นด้วยกับโครงการโดยรวม แต่ประเด็นที่น่ากังขาก็คือ รัฐบาลควรจะทำอย่างไร? โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่เหลืออีกจำนวนสามหมื่นกว่าโรงจึงจะมีโอกาสได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลกับเขาได้บ้าง และระยะเวลาที่เหลืออีกเพียงสามถึงสี่ปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจะพัฒนาเด็กๆในโรงเรียนที่เหลือเหล่านั้นได้ทันหรือ? หลายท่านเมื่ออ่านบทความฉบับนี้คงมีคำตอบอยู่ในใจว่า “งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง อ่านโครงการมาแล้วเดาไม่ออกหรือว่าต่อไปเขาก็ต้องขยายผล ใครเขาจะทำได้ทีเดียวหมดล่ะ? แล้วนอกจากโครงการนี้แล้ว รัฐบาลเขาก็ยังมีโครงการอื่นๆทำควบคู่ไป บางอย่างก็ทำไปแล้ว เช่น การปรับหลักสูตร ไม่รู้เรื่องหรือ? ครูทุกคนทุกโรงเรียนนั่นแหละที่มีหน้าที่พัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับเด็กๆในอาเซียนด้วยกันได้ ” อะไรทำนองนี้ ที่เป็นคำตอบซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะได้รับ ทำให้รู้สึกสงสารเด็กไทยอีกเป็นจำนวนมากมายที่ขาดโอกาสรวมถึงครูไทยที่อาจต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนนึกถึงและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ระบุไว้ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลด้วยก็คือเรื่องโรงเรียนและภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งดีและที่ผ่านมากรมสามัญศึกษาเดิมและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เคยดำเนินการมาบ้างแล้ว ได้แก่ โครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง โครงการจัดตั้งสหวิทยาเขต ฯลฯ หากแต่การดำเนินโครงการค่อนข้างไม่ประสบผลสำเร็จในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน การขาดความตั้งใจจริงและความสมานสามัคคีของกลุ่มโรงเรียน ตลอดจนการขาดการนิเทศกำกับและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่หากรัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปรารถนาจะให้การดำเนินการในเรื่องภาคีเครือข่ายของโรงเรียนมาตรฐานสากลมีความสำเร็จ นอกเหนือจากการทุ่มเทงบประมาณแก่โรงเรียนในโครงการ การอุทิศกำลังกายและกำลังใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรต้องดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้  (1) ขยายผลการพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้กับโรงเรียนเครือข่ายโดยไม่ต้องรอเสร็จสิ้นโครงการในระยะยาว (2) เพิ่มจำนวนโรงเรียนเป้าหมายโดยการจัดกิจกรรมสืบทอดโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลในระดับท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนต้นแบบระดับอำเภอ และโรงเรียนต้นแบบระดับตำบล ตามขนาดและพื้นที่ที่ตั้งของโรงเรียน นอกเหนือจากการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบระดับจังหวัด  (3) นำสิ่งที่ดีมีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลจากโรงเรียนที่มีผลงานหรือเคยพัฒนาคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก่อน (ซึ่งน่าจะมีความพร้อมโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและบุคลากรอยู่ในระดับหนึ่ง) เช่น โรงเรียนในฝันของทุกระดับพื้นที่ โรงเรียนดีเด่นประจำตำบล เป็นต้น (4) พัฒนาความร่วมมือโดยการใช้และแลกเปลี่ยนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เลิกถือเขาถือเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาต่างล้วนเป็นหน่วยงานที่หน้าที่หลักร่วมกันคือการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับพลโลก

ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาเป็นสิ่งที่พึงกระทำโดยไม่ต้องรอช้า เพราะผลผลิตทางการศึกษาคือคน และคุณภาพของคนเป็นสิ่งชี้วัดการพัฒนาและความเจริญของประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารโครงการด้านการศึกษาไม่ต่างจากโครงการด้านอื่นๆ เช่น เร่งดำเนินโครงการเมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณ ปรับลดงบประมาณในทุกโครงการ ฯลฯ ยังให้เกิดข้อผิดพลาดมากมายตามมา อาทิ นักเรียนไม่ได้รับการสอนหรือการดูแลเท่าที่ควรเนื่องจากคุณครูหลายท่านไปราชการอบรม บางโครงการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายเนื่องจากงบประมาณถูกตัดทอน ฯลฯ ดังกรณีตัวอย่าง โครงการคืนครูให้นักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับจัดสรรนำมาจัดจ้างบุคลากรเพื่อให้ช่วยงานธุรการแก่โรงเรียนขนาดเล็กได้เพียง 1 อัตรา เขตพื้นที่การศึกษาจึงใช้วิธีให้บุคลากรเวียนทำงานโรงเรียนละ 2  วัน หมุนเวียนไปในสาม-สี่โรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละโรงเรียนไม่สามารถมอบงานธุรการให้ทำได้ เนื่องจากตามลักษณะงาน หลายงานเป็นงานต่อเนื่องและมีกำหนดเวลา

ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญและเพิกเฉยที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องในการบริหารและดำเนินโครงการ กล่าวคือไม่บริหารและดำเนินโครงการทางการศึกษาให้มีมาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องกระทำให้ต่างจากโครงการพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วยเงื่อนไขระยะเวลา ผลกระทบที่เกิดกับผู้เรียน และเกณฑ์การตัดทอนงบประมาณ (ที่ควรปรับลดเป็นจำนวนโครงการมากกว่าเป็นจำนวนเงิน) เราจะพัฒนาหน่วยงานทางการศึกษาเช่นโรงเรียนให้ไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไร?

 

PostHeaderIcon คุณประโยชน์ของการบริหารโครงการ

คุณประโยชน์ของการบริหารโครงการ

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

“โครงการ” ดูจะเป็นคำสามัญที่ใครๆก็รู้จักหรือเคยได้ยินบ่อยๆ ยิ่งผู้ที่เคยทำงานด้านแผนงานมาก่อนก็จะมองว่า “โครงการ” เป็นสิ่งธรรมดาที่ปรากฎอยู่ในแผนพัฒนาหรือแผนปฏิบัติการประจำปีของทุกหน่วยงาน หากไม่ได้มีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงจัง ไฉนเลยเราท่านทั้งหลายจะทราบว่า โครงการเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารและนักปกครองจำเป็นต้องเรียนรู้ตั้งแต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ คน งบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ เวลา วงจรโครงการ ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ในการดำเนินโครงการ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องประสานให้บุคลากรทุกฝ่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสร้างผลสำเร็จของกิจกรรมทุกกิจกรรมหรืองานเฉพาะกิจย่อยๆ เพื่อไปสู่ทิศทางหรือเป้าหมายเดียวกันคือ การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

มูลเหตุของความจำเป็นในการจัดทำโครงการ สืบเนื่องจากในสถานการณ์ทางการบริหารโดยทั่วไป หน่วยงานหรือองค์การอาจมีปัญหาทางการบริหารที่สลับซับซ้อน ซึ่งหน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือในกรณีที่งานประจำเดิมไม่อาจจะตอบสนองความต้องการใหม่ได้ เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้รับบริการ รวมถึงความจำเป็นในการใช้หรือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตลอดจนข้อจำกัดหรือความจำเป็นในการใช้ทรัพยากร ในขณะที่ในสถานการณ์ด้านการพัฒนาและการแข่งขัน มีความจำเป็นต้องเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นตรง และความถูกต้องในการบริการ การพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ การสร้างโอกาสในการพัฒนาและการเสนอบริการใหม่ การพัฒนาสมรรถนะในการแข่งขันขององค์การและพนักงาน รวมทั้งการค้นคว้า การบุกเบิก หรือการนำร่องที่สำคัญ

การบริหารโครงการจึงเป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมด้วยวิธีการที่แตกต่างจากงานประจำและการบริหารทั่วไป เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ภายใต้กรอบด้านเวลา และงบประมาณ อย่างไรก็ตาม นอกจากการบริหารโครงการจะถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนางานขององค์การอันเนื่องมาจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี การผลิตและการแข่งขันที่นับวันจะทวีคูณขึ้นแล้ว  ยังมีการนำการบริหารโครงการมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและการสร้างสภาพการณ์ที่พึงปรารถนาในสังคม  เช่น การแก้ไขปัญหาความยากจน การส่งเสริมสุขอนามัย การบริการ และการศึกษา ฯลฯ

ผู้ได้รับประโยชน์จากการบริหารโครงการซึ่งหมายถึงผู้รับบริการจึงมีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเล็กๆ ได้แก่ เยาวชน ประชาชนทั่วไป ผู้สูงวัย ไปจนถึงหน่วยงาน องค์การทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนถึงสังคมและประเทศชาติของเรา  การบริหารโครงการจึงมิใช่ภาระงานตามหน้าที่ของผู้รับผิดชอบหรือผู้บริหาร หากแต่เป็นภาระงานที่ผูกพันอยู่กับจิตสำนึกความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองเมืองไทยของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ และคุณลักษณะความเป็นผู้นำของผู้บริหารโครงการในทุกระดับ ซึ่งถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการโครงการด้วยเหตุผลประการหลังก็จะสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ และบ้านเกิดเมืองนอนอย่างมิอาจคณานับ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

บรรณานุกรม

ปกรณ์ ปรียากร.(2551). การบริหารโครงการ : แนวความคิดและแนวทางในการสร้าง ความสำเร็จ. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน, 2554, จาก http://www.mpa11     chonburi.com/index.php?mo=3&art=272923

มยุรี อนุมานราชธน. (2551). การบริหารโครงการ. กรุงเทพ: ดูมายเบส.

 

PostHeaderIcon โรงเรียนนิติบุคคลในความเป็นจริง

โรงเรียนนิติบุคคลในความเป็นจริง

กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์

ตามทรรศนะของท่านผู้อ่านต่อข้อเขียนในเว็บไซต์นี้ ที่เห็นว่าเต็มไปด้วยบทคัดย่อและเรื่องราวของการวิจัย ผู้เขียนจึงจะขอพักยกเรื่องที่เกี่ยวพันกับการวิจัยเอาไว้ก่อน และเพื่อให้ท่านผู้สนใจได้เปลี่ยนบรรยากาศ  นักสร้างสรรค์สามารถใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ สรรค์สร้างสาระได้หลากหลายมากขึ้น ในฐานะที่อยู่ในแวดวงโรงเรียน คราวนี้จะขอคุยเรื่องโรงเรียนนิติบุคคล ซึ่งเป็นอำนาจและสถานภาพ(ของโรงเรียน) ภายใต้อำนาจและนโยบายของรัฐบาล

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 16:13)

 

PostHeaderIcon คุณค่ากับยาขม

คุณค่ากับยาขม

ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์


นับแต่อดีตกระทั่งถึงปัจจุบัน นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาต่างเข้าใจว่า“วิทยานิพนธ์ ” เป็นเสมือนยาขมหม้อใหญ่ในการเรียน เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตนไม่สามารถจบการศึกษาได้ หากไม่สามารถทำวิทยานิพนธ์หรือทำแล้วแต่สอบไม่ผ่าน ความเข้าใจดังกล่าวเป็นที่มาของการเปิดหลักสูตรต่างๆในระดับปริญญาโทซึ่งยกเว้นการทำวิทยานิพนธ์ เพื่อรองรับผู้เรียนที่ปรารถนาจะเป็นมหาบัณฑิตโดยไม่ต้องลงแรงศึกษาค้นคว้า เพียงแต่มีเงื่อนไขให้ผู้เรียนเลือกระหว่างการสอบ comprehensive กับการทำสาระนิพนธ์ (ซึ่งครู อาจารย์หลายท่านเรียกว่า  baby thesis ) และบางสถาบันได้ให้โอกาสนักศึกษามากถึงขนาดอนุญาตให้ผู้เรียนจัดทำสาระนิพนธ์เป็นกลุ่มโดยนักศึกษาจะรับผิดชอบทำสาระนิพนธ์เพียงคนละบทเท่านั้น ทั้งที่การเรียนปริญญาโทในอดีต นักศึกษาจะต้องผ่านการทำวิทยานิพนธ์ทุกบทด้วยตนเองพร้อมกับการสอบ comprehensive หลักสูตรที่ยกเว้นการทำวิทยานิพนธ์แก่นักศึกษาจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดผู้เรียนที่ปรารถนาใบปริญญาบัตรมากกว่าความรู้ ในขณะที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายให้การส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ด้วยตระหนักว่าการวิจัยจักทำให้เกิดข้อค้นพบและนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้พัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญให้กับประเทศได้ นโยบายและการจัดการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ไม่สอดรับกันอย่างสิ้นเชิง

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 16:13)