เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
Login Form
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1103
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1478
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้4580
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว8669
mod_vvisit_counterเดือนนี้19920
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว21690
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด282472

Online (20 minutes ago): 20
IP ของคุณ : 54.92.148.165
,
วันนี้ : Jul 17, 2019

PostHeaderIcon การศึกษา

PostHeaderIcon งบประมาณกับโรงเรียนขนาดเล็ก

                                                งบประมาณกับโรงเรียนขนาดเล็ก

                                                                                                                                                            ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์  

                เมื่อประมาณสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาหลายแห่งได้รับการประเมินภายนอกรอบที่สามจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพทางการศึกษา (สมศ.) ผู้เขียนได้มีโอกาสรับฟังการวิพากษ์การดำเนินงานของโรงเรียนแห่งหนึ่งโดยคณะผู้ประเมิน และการแสดงความคิดเห็นของท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาภายหลังที่ท่านได้กล่าวขอบคุณคณะผู้ประเมิน สิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนแห่งนั้น ที่อดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่งและมีประสบการณ์เป็นผู้ประเมินให้กับ สมศ.มาก่อนกล่าวถึงคือ การจัดสรรงบประมาณตามรายหัวหรือการจัดสรรงบประมาณโดยใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียน ซึ่งไม่พอเพียงกับการบริหารจัดการในสถานศึกษาขนาดเล็ก ท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาท่านดังกล่าวได้แสดงความเห็นว่า การจัดสรรงบประมาณโดยใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียนเป็นความไม่ยุติธรรมบนความยุติธรรม ทำให้ผู้เขียนหวนคิดถึงข้อค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนเอง

               ในการทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “บุพปัจจัยของความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล ” ของผู้เขียน ซึ่งทำการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 ในเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 เขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 เขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2 และเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสงครามโดยมีตัวแปรหลักที่ทำการศึกษา คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน การใช้ความเป็นนิติบุคคลของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ความพร้อมและการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา และความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(การบริหารแบบเบ็ดเสร็จที่สถานศึกษา ) จากการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผู้เขียนค้นพบประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน และหนึ่งในประเด็นนั้นคือ การค้นพบด้านการพึ่งพาตนเองของโรงเรียนซึ่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยผู้เขียนพบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง  และสถานศึกษาที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและบริบทของสถานศึกษา  และความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองส่วนใหญ่ในสถานศึกษาขนาดเล็กและสถานศึกษาขนาดกลางมีฐานะยากจน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการระดมทรัพยากร จากข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                                 (1) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการควรต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่สถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลางในอัตราที่สูงขึ้น โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาจากบริบทที่ตั้งของโรงเรียน

                                 (2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรจัดให้มีกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน เพื่อให้สถานศึกษาทุกขนาดสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน และสถานศึกษาที่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูงสามารถช่วยเหลือสถานศึกษาที่พึ่งพาตนเองได้น้อย และสนับสนุน กำกับติดตามเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรต้องให้การสนับสนุนงบประมาณ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์แก่โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดกลางเพิ่มขึ้น

                                 (3) สถานศึกษาโดยเฉพาะขนาดเล็กและขนาดกลางควรจัดกิจกรรมเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะในการทำงานและเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริตให้กับผู้เรียนรวมทั้งแบ่งเบาภาระให้กับผู้ปกครองแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของโรงเรียนอีกส่วนหนึ่งด้วย

                ในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สิ่งสำคัญที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียน ก็คือวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ ที่ผู้เรียนต้องทุ่มเทความรู้ความสามารถ กำลังสติปัญญาและเวลา รวมทั้งการได้รับการขับเคี่ยวจากครูอาจารย์อย่างเข้มข้น จึงจะทำให้ผ่านหรือจบการศึกษาได้ แต่ทันทีที่นักศึกษาเรียนจบ เมื่อวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ถูกจัดวางไว้บนชั้นในห้องสมุด วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าเพียงเป็นผลงานวิจัยให้นักศึกษารุ่นหลังได้ใช้สำหรับศึกษาค้นคว้าเท่านั้น หน่วยงานต่างๆของรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือรัฐบาลกลับมองข้ามข้อค้นพบและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์เหล่านั้น ซึ่งไม่คุ้มค่ากับความมานะทุ่มเทหรือการลงทุนของมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตเลยแม้แต่น้อย

                ด้วยความตระหนักในเรื่องดังกล่าว บัณฑิตวิทยาลัยและโครงการปริญญาเอกหลายแห่งได้จัดส่งดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้เขียนเองจำได้ว่าได้ขอความร่วมมือจากโครงการปริญญาเอกที่ผู้เขียนจบการศึกษา ให้จัดส่งดุษฎีนิพนธ์ให้กับสภาการศึกษาแห่งชาติ ในสมัยที่ท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษาฯ นอกเหนือจากที่ส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ผู้เขียนรู้สึกเสียดายที่ดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนถูกวางทิ้งไว้บนชั้นเช่นเดียวกับดุษฎีนิพนธ์ของเพื่อนนักศึกษาทั้งหลาย เพราะมิเช่นนั้นแล้วช่วงระยะเวลาสามปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานน่าจะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนดำเนินการ กำกับและติดตามเรื่องเครือข่ายโรงเรียนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนเสียดายมากไปกว่าที่หน่วยงานสำคัญทางการศึกษาไม่ได้เหลียวแลดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนและเพื่อนๆ ก็คือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐไม่ได้เหลียวแลเด็กๆในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจนและด้อยโอกาสแต่อย่างใด หรือด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นให้รัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนการจัดการศึกษา รัฐบาลจึงจะปล่อยให้การดูแลทรัพยากรของชาติเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร โรงเรียน คุณครู และชุมชนที่ยากจนกระนั้นฤา?

 

PostHeaderIcon การบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

การบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

ช่วงเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรของหน่วยงานโดยเฉพาะข้าราชการต่างวุ่นวายกับการเดินทางไปเข้ารับการอบรมและเข้าร่วมประชุมสัมมนา แต่หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ เมื่อได้รับคำสั่งโดยชอบ ข้าราชการที่ดีต้องรักษาวินัยและปฏิบัติตามคำสั่ง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ฝืนกับความรู้สึกเนื่องจากต้องทิ้งภาระงานไว้ชั่วขณะ อย่างไรก็ดี ข้าราชการและบุคลากรเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานของหน่วยงาน ข้าราชการรวมถึงบุคลากรอื่นในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญและทรงคุณค่า ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ข้าราชการและบุคลากรทุกภาคส่วนจะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและสังคมโลกอยู่เสมอ

หัวข้อเรื่องในการอบรมและประชุมสัมมนาที่ดูจะเป็น highlight เกือบทุกครั้งที่จัดโดยหน่วยงานทางการศึกษา ส่วนใหญ่มักไม่พ้นเรื่องของการพัฒนาคนเข้าสู่สถานะประชากรอาเซียนให้มีคุณภาพ ด้วยกระบวนการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงตั้งความหวังไว้กับโรงเรียน(ซึ่งก็คือคุณครู) และนำไปสู่โครงการพัฒนาครูรวมถึงโครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบที่มีชื่อว่า “โรงเรียนมาตรฐานสากล ” โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งเป้าหมายจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการไว้เบื้องแรก  500 โรงเรียน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเจตนารมณ์ในการจัดทำโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อ (1) พัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพทัดเทียมกับพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ  (2) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศ (3) ยกระดับโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล และ (4) จัดภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกระดับ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศและระหว่างประเทศ

เจตนารมณ์ของโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลในข้างต้นเป็นสิ่งที่ดี ผู้เขียนในฐานะที่เป็นครูและพลเมืองไทยคนหนึ่งเห็นด้วยกับโครงการโดยรวม แต่ประเด็นที่น่ากังขาก็คือ รัฐบาลควรจะทำอย่างไร? โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่เหลืออีกจำนวนสามหมื่นกว่าโรงจึงจะมีโอกาสได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลกับเขาได้บ้าง และระยะเวลาที่เหลืออีกเพียงสามถึงสี่ปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจะพัฒนาเด็กๆในโรงเรียนที่เหลือเหล่านั้นได้ทันหรือ? หลายท่านเมื่ออ่านบทความฉบับนี้คงมีคำตอบอยู่ในใจว่า “งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง อ่านโครงการมาแล้วเดาไม่ออกหรือว่าต่อไปเขาก็ต้องขยายผล ใครเขาจะทำได้ทีเดียวหมดล่ะ? แล้วนอกจากโครงการนี้แล้ว รัฐบาลเขาก็ยังมีโครงการอื่นๆทำควบคู่ไป บางอย่างก็ทำไปแล้ว เช่น การปรับหลักสูตร ไม่รู้เรื่องหรือ? ครูทุกคนทุกโรงเรียนนั่นแหละที่มีหน้าที่พัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับเด็กๆในอาเซียนด้วยกันได้ ” อะไรทำนองนี้ ที่เป็นคำตอบซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะได้รับ ทำให้รู้สึกสงสารเด็กไทยอีกเป็นจำนวนมากมายที่ขาดโอกาสรวมถึงครูไทยที่อาจต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนนึกถึงและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ระบุไว้ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลด้วยก็คือเรื่องโรงเรียนและภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งดีและที่ผ่านมากรมสามัญศึกษาเดิมและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เคยดำเนินการมาบ้างแล้ว ได้แก่ โครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง โครงการจัดตั้งสหวิทยาเขต ฯลฯ หากแต่การดำเนินโครงการค่อนข้างไม่ประสบผลสำเร็จในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน การขาดความตั้งใจจริงและความสมานสามัคคีของกลุ่มโรงเรียน ตลอดจนการขาดการนิเทศกำกับและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่หากรัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปรารถนาจะให้การดำเนินการในเรื่องภาคีเครือข่ายของโรงเรียนมาตรฐานสากลมีความสำเร็จ นอกเหนือจากการทุ่มเทงบประมาณแก่โรงเรียนในโครงการ การอุทิศกำลังกายและกำลังใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรต้องดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้  (1) ขยายผลการพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้กับโรงเรียนเครือข่ายโดยไม่ต้องรอเสร็จสิ้นโครงการในระยะยาว (2) เพิ่มจำนวนโรงเรียนเป้าหมายโดยการจัดกิจกรรมสืบทอดโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลในระดับท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนต้นแบบระดับอำเภอ และโรงเรียนต้นแบบระดับตำบล ตามขนาดและพื้นที่ที่ตั้งของโรงเรียน นอกเหนือจากการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบระดับจังหวัด  (3) นำสิ่งที่ดีมีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลจากโรงเรียนที่มีผลงานหรือเคยพัฒนาคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก่อน (ซึ่งน่าจะมีความพร้อมโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและบุคลากรอยู่ในระดับหนึ่ง) เช่น โรงเรียนในฝันของทุกระดับพื้นที่ โรงเรียนดีเด่นประจำตำบล เป็นต้น (4) พัฒนาความร่วมมือโดยการใช้และแลกเปลี่ยนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เลิกถือเขาถือเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาต่างล้วนเป็นหน่วยงานที่หน้าที่หลักร่วมกันคือการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับพลโลก

ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาเป็นสิ่งที่พึงกระทำโดยไม่ต้องรอช้า เพราะผลผลิตทางการศึกษาคือคน และคุณภาพของคนเป็นสิ่งชี้วัดการพัฒนาและความเจริญของประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารโครงการด้านการศึกษาไม่ต่างจากโครงการด้านอื่นๆ เช่น เร่งดำเนินโครงการเมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณ ปรับลดงบประมาณในทุกโครงการ ฯลฯ ยังให้เกิดข้อผิดพลาดมากมายตามมา อาทิ นักเรียนไม่ได้รับการสอนหรือการดูแลเท่าที่ควรเนื่องจากคุณครูหลายท่านไปราชการอบรม บางโครงการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายเนื่องจากงบประมาณถูกตัดทอน ฯลฯ ดังกรณีตัวอย่าง โครงการคืนครูให้นักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับจัดสรรนำมาจัดจ้างบุคลากรเพื่อให้ช่วยงานธุรการแก่โรงเรียนขนาดเล็กได้เพียง 1 อัตรา เขตพื้นที่การศึกษาจึงใช้วิธีให้บุคลากรเวียนทำงานโรงเรียนละ 2  วัน หมุนเวียนไปในสาม-สี่โรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละโรงเรียนไม่สามารถมอบงานธุรการให้ทำได้ เนื่องจากตามลักษณะงาน หลายงานเป็นงานต่อเนื่องและมีกำหนดเวลา

ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญและเพิกเฉยที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องในการบริหารและดำเนินโครงการ กล่าวคือไม่บริหารและดำเนินโครงการทางการศึกษาให้มีมาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องกระทำให้ต่างจากโครงการพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วยเงื่อนไขระยะเวลา ผลกระทบที่เกิดกับผู้เรียน และเกณฑ์การตัดทอนงบประมาณ (ที่ควรปรับลดเป็นจำนวนโครงการมากกว่าเป็นจำนวนเงิน) เราจะพัฒนาหน่วยงานทางการศึกษาเช่นโรงเรียนให้ไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไร?

 
More Articles...