เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
Login Form
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้691
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1591
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2282
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว10162
mod_vvisit_counterเดือนนี้22562
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34717
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด319831

Online (20 minutes ago): 22
IP ของคุณ : 18.232.171.18
,
วันนี้ : Aug 19, 2019

PostHeaderIcon การศึกษา

PostHeaderIcon ขอคิดด้วยคน ตอนที่1:ปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

                                                                   ขอคิดด้วยคน ตอนที่ 1: การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

                                                                                                                                                 ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

นับแต่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนและแต่งตั้งหน่วยงานทางการศึกษา เพื่อวางพื้นฐานการนำไปสู่สัมฤทธิผลของการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาเป็นพลเมืองไทยที่มีคุณภาพตามต้องการได้ ผู้เขียนพยายามติดตามข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอยู่เสมอ ตราบจนหลายวันที่ผ่านมา ได้สดับข่าวคราวการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหมอกับครู ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องการศึกษาภาคบังคับและการสนับสนุนทุนเรียนฟรีระหว่างบรรดาผู้ปกครองกับท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน รู้สึกเศร้าใจที่ในที่สุดการศึกษาของไทยหรือของประเทศใดๆที่ท่านไปร่ำเรียนมา ก็ไม่สามารถสร้างผู้นำทางความคิดเพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพของพลเมืองไทย ซึ่งก็คือพลเมืองอาเซียนและพลโลกนั่นเอง

ก่อนอื่นลองมาดูที่การปฏิบัติหน้าที่ของคุณครูในระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนในเบื้องแรกของการเข้ารับการศึกษา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณครูหล่านั้นมีภาระหนักมากเพียงใด โรงเรียนไม่เหมือนมหาวิทยาลัยที่แยกพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนการสอนอย่างชัดเจน อีกทั้งผู้เรียนอยู่ในวัยที่ไม่สามารถรับผิดชอบตนเองได้ทุกเรื่องทั้งหมดเหมือนผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของครู ผู้บริหารหลักๆในหน่วยงานทางการศึกษาก็ทราบดี แต่เวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมากับการปฏิรูปการศึกษา ยังไม่พบว่ารัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จะผลักดันการแก้ไขปัญหาตรงนี้แต่อย่างใด

ประการต่อมา เมื่อเริ่มแรกจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจวบจนปัจจุบัน เราต่างตระหนักถึงการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพราะมิฉะนั้นประชากรไทยอาจว่างงาน เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพลเมืองของประเทศสมาชิกอื่นๆ ดังนั้นการลดจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับตามข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงค้านและสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพของประชากรไทยอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่อาจบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยการนำบุตรหลานเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ จึงทำให้ยังมีผู้เรียนตกหล่นที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การลดระดับชั้นการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงการจำกัดเกรดเฉลี่ยต่อการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาของผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษา จึงเป็นการสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้ปกครองในส่วนดังกล่าวให้ยังคงไม่ตระหนักถึงความสำคัญจำเป็นของการศึกษา รวมทั้งยังเป็นการจำกัดโอกาส ทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ได้รับการที่สูงขึ้น ตลอดจนมิได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตนให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐไม่ควรจำกัดสิทธิในการรับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของผู้เรียนดังข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว รัฐควรจะต้องเร่งรัดจัดการศึกษาโดยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การจัดการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ตกหล่นให้สามารถจบการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงขยายการศึกษาภาคบังคับโดยให้ครอบคลุมถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะสำเร็จได้หาใช่อยู่ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ผู้วางแผนหรือกุมนโยบายเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษา จำเป็นต้องเริ่มทั้งที่บ้าน และสถานศึกษา  โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย นับแต่ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครู ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรเอกชน เช่น สมาคม มูลนิธิ ตลอดจนสถาบันต่างๆ เช่น วัด เป็นต้น โดยนัยดังกล่าว ผู้บริหารโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงจะทำอย่างไรให้สามารถคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งผู้นำของสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เคารพ ศรัทธาของชุมชน/ท้องถิ่น เฉกเช่นในอดีตกาล?

ขอคิดด้วยคน ตอนที่ 1: การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

นับแต่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนและแต่งตั้งหน่วยงานทางการศึกษา เพื่อวางพื้นฐานการนำไปสู่สัมฤทธิผลของการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาเป็นพลเมืองไทยที่มีคุณภาพตามต้องการได้ ผู้เขียนพยายามติดตามข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอยู่เสมอ ตราบจนหลายวันที่ผ่านมา ได้สดับข่าวคราวการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหมอกับครู ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องการศึกษาภาคบังคับและการสนับสนุนทุนเรียนฟรีระหว่างบรรดาผู้ปกครองกับท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน รู้สึกเศร้าใจที่ในที่สุดการศึกษาของไทยหรือของประเทศใดๆที่ท่านไปร่ำเรียนมา ก็ไม่สามารถสร้างผู้นำทางความคิดเพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพของพลเมืองไทย ซึ่งก็คือพลเมืองอาเซียนและพลโลกนั่นเอง

ก่อนอื่นลองมาดูที่การปฏิบัติหน้าที่ของคุณครูในระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนในเบื้องแรกของการเข้ารับการศึกษา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณครูหล่านั้นมีภาระหนักมากเพียงใด โรงเรียนไม่เหมือนมหาวิทยาลัยที่แยกพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนการสอนอย่างชัดเจน อีกทั้งผู้เรียนอยู่ในวัยที่ไม่สามารถรับผิดชอบตนเองได้ทุกเรื่องทั้งหมดเหมือนผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของครู ผู้บริหารหลักๆในหน่วยงานทางการศึกษาก็ทราบดี แต่เวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมากับการปฏิรูปการศึกษา ยังไม่พบว่ารัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จะผลักดันการแก้ไขปัญหาตรงนี้แต่อย่างใด

ประการต่อมา เมื่อเริ่มแรกจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจวบจนปัจจุบัน เราต่างตระหนักถึงการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพราะมิฉะนั้นประชากรไทยอาจว่างงาน เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพลเมืองของประเทศสมาชิกอื่นๆ ดังนั้นการลดจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับตามข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงค้านและสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพของประชากรไทยอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่อาจบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยการนำบุตรหลานเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ จึงทำให้ยังมีผู้เรียนตกหล่นที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การลดระดับชั้นการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงการจำกัดเกรดเฉลี่ยต่อการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาของผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษา จึงเป็นการสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้ปกครองในส่วนดังกล่าวให้ยังคงไม่ตระหนักถึงความสำคัญจำเป็นของการศึกษา รวมทั้งยังเป็นการจำกัดโอกาส ทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ได้รับการที่สูงขึ้น ตลอดจนมิได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตนให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐไม่ควรจำกัดสิทธิในการรับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของผู้เรียนดังข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว รัฐควรจะต้องเร่งรัดจัดการศึกษาโดยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การจัดการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ตกหล่นให้สามารถจบการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงขยายการศึกษาภาคบังคับโดยให้ครอบคลุมถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะสำเร็จได้หาใช่อยู่ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ผู้วางแผนหรือกุมนโยบายเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษา จำเป็นต้องเริ่มทั้งที่บ้าน และสถานศึกษา  โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย นับแต่ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครู ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรเอกชน เช่น สมาคม มูลนิธิ ตลอดจนสถาบันต่างๆ เช่น วัด เป็นต้น โดยนัยดังกล่าว ผู้บริหารโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงจะทำอย่างไรให้สามารถคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งผู้นำของสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เคารพ ศรัทธาของชุมชน/ท้องถิ่น เฉกเช่นในอดีตกาล?

ขอคิดด้วยคน ตอนที่ 1: การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

นับแต่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนและแต่งตั้งหน่วยงานทางการศึกษา เพื่อวางพื้นฐานการนำไปสู่สัมฤทธิผลของการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาเป็นพลเมืองไทยที่มีคุณภาพตามต้องการได้ ผู้เขียนพยายามติดตามข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอยู่เสมอ ตราบจนหลายวันที่ผ่านมา ได้สดับข่าวคราวการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหมอกับครู ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องการศึกษาภาคบังคับและการสนับสนุนทุนเรียนฟรีระหว่างบรรดาผู้ปกครองกับท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน รู้สึกเศร้าใจที่ในที่สุดการศึกษาของไทยหรือของประเทศใดๆที่ท่านไปร่ำเรียนมา ก็ไม่สามารถสร้างผู้นำทางความคิดเพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพของพลเมืองไทย ซึ่งก็คือพลเมืองอาเซียนและพลโลกนั่นเอง

ก่อนอื่นลองมาดูที่การปฏิบัติหน้าที่ของคุณครูในระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนในเบื้องแรกของการเข้ารับการศึกษา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณครูหล่านั้นมีภาระหนักมากเพียงใด โรงเรียนไม่เหมือนมหาวิทยาลัยที่แยกพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนการสอนอย่างชัดเจน อีกทั้งผู้เรียนอยู่ในวัยที่ไม่สามารถรับผิดชอบตนเองได้ทุกเรื่องทั้งหมดเหมือนผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของครู ผู้บริหารหลักๆในหน่วยงานทางการศึกษาก็ทราบดี แต่เวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมากับการปฏิรูปการศึกษา ยังไม่พบว่ารัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จะผลักดันการแก้ไขปัญหาตรงนี้แต่อย่างใด

ประการต่อมา เมื่อเริ่มแรกจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจวบจนปัจจุบัน เราต่างตระหนักถึงการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพราะมิฉะนั้นประชากรไทยอาจว่างงาน เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพลเมืองของประเทศสมาชิกอื่นๆ ดังนั้นการลดจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับตามข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงค้านและสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพของประชากรไทยอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่อาจบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยการนำบุตรหลานเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ จึงทำให้ยังมีผู้เรียนตกหล่นที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การลดระดับชั้นการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงการจำกัดเกรดเฉลี่ยต่อการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาของผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษา จึงเป็นการสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้ปกครองในส่วนดังกล่าวให้ยังคงไม่ตระหนักถึงความสำคัญจำเป็นของการศึกษา รวมทั้งยังเป็นการจำกัดโอกาส ทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ได้รับการที่สูงขึ้น ตลอดจนมิได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตนให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐไม่ควรจำกัดสิทธิในการรับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของผู้เรียนดังข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว รัฐควรจะต้องเร่งรัดจัดการศึกษาโดยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การจัดการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ตกหล่นให้สามารถจบการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงขยายการศึกษาภาคบังคับโดยให้ครอบคลุมถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะสำเร็จได้หาใช่อยู่ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ผู้วางแผนหรือกุมนโยบายเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษา จำเป็นต้องเริ่มทั้งที่บ้าน และสถานศึกษา  โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย นับแต่ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครู ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรเอกชน เช่น สมาคม มูลนิธิ ตลอดจนสถาบันต่างๆ เช่น วัด เป็นต้น โดยนัยดังกล่าว ผู้บริหารโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงจะทำอย่างไรให้สามารถคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งผู้นำของสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เคารพ ศรัทธาของชุมชน/ท้องถิ่น เฉกเช่นในอดีตกาล?


Last Updated (Sunday, 01 May 2016 12:31)

 

PostHeaderIcon ทำไมจึงไม่ควรวัดคุณภาพครูจากคะแนนโอเน็ต

                                                     ทำไมจึงไม่ควรวัดคุณภาพของครูจากผลคะแนนโอเน็ต

                                                                                                                                                   ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

                                                      

ในการประเมินภายนอกรอบที่ 3 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่ผ่านมา แม้ว่าผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนจะถูกนำมาใช้ประกอบการประเมินคุณภาพของโรงเรียนมาตรฐานที่ 5 (ผู้เรียนมีความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นตามหลักสูตร ) จนทำให้โรงเรียนจำนวนหนึ่งไม่สามารถผ่านการประเมินได้ ทั้งที่ผลการประเมินในมาตรฐานด้านอื่นๆอยู่ในระดับดีหรือดีมากทุกมาตรฐาน และโดยที่ผู้รู้ได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดการประเมินคุณภาพของครูจากผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนด้วยเหตุผลหลายประการ  อาทิ ความผิดพลาดของข้อสอบ หรือกระบวนการสอบของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สมศ.ยังคงยืนยันที่จะใช้ผลการสอบโอเน็ตหรือผลการทดสอบระดับชาติของนักเรียนมาสะท้อนคุณภาพของครู ในการประเมินภายนอกรอบต่อไป

                หากพิจารณามูลเหตุแท้จริงที่ส่งผลต่อคะแนนโอเน็ตของนักเรียน  แนวนโยบายดังกล่าวของ สมศ. อาจไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยแต่อย่างใด จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ปี 2556 ระบุว่า ประเทศไทยมีธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด นับวันธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจทางการศึกษาได้รับการยกเว้นภาษี ตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร และสังกัดอื่นๆ รวมเกือบ 700 แห่ง แต่มีโรงเรียนกวดวิชาครบทั้ง 50 เขต  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ต้นๆ ของจำนวนโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร  นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด มีโรงเรียนกวดวิชาอีกหลายแห่งที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในข้อมูลของ สช. จึงเชื่อได้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ต้องเรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชา เพื่อให้ผลการสอบผ่าน ดีขึ้น หรือสอบเข้าโรงเรียนที่ต้องการได้ ที่สำคัญกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนมากมานับ 10 ปี แต่ทว่านักเรียนในสถาบันกวดวิชากลับทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

                จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ย้ำให้เห็นว่าการเรียนการสอนในโรงเรียน (ของรัฐบาล) ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียนและผู้ปกครองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ หรือครูผู้สอนในโรงเรียนสอนแล้ว ผู้เรียนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาเพียงพอ รวมทั้งผู้เรียนยังขาดทักษะและคุณลักษณะตามมาตรฐานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  อย่างนี้แล้ว ผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนจะถูกนำมาใช้ชี้วัดคุณภาพของครูในโรงเรียนหรือคุณภาพของครูในสถาบันกวดวิชากันแน่รวมทั้งครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางจะเสียเปรียบหรือไม่?  ในเมื่อผู้เรียนส่วนมากมีพื้นฐานการเรียนต่ำและไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะไปเรียนในสถาบันกวดวิชาเฉกเช่นผู้เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่

           

Last Updated (Wednesday, 17 December 2014 12:26)

 
More Articles...