เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้688
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1459
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2147
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6471
mod_vvisit_counterเดือนนี้23793
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว39487
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด402868

Online (20 minutes ago): 21
IP ของคุณ : 18.204.227.250
,
วันนี้ : Oct 21, 2019

PostHeaderIcon การศึกษา


PostHeaderIcon ขอคิดด้วยคน ตอนที่1:ปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

                                                                   ขอคิดด้วยคน ตอนที่ 1: การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

                                                                                                                                                 ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

นับแต่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนและแต่งตั้งหน่วยงานทางการศึกษา เพื่อวางพื้นฐานการนำไปสู่สัมฤทธิผลของการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาเป็นพลเมืองไทยที่มีคุณภาพตามต้องการได้ ผู้เขียนพยายามติดตามข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอยู่เสมอ ตราบจนหลายวันที่ผ่านมา ได้สดับข่าวคราวการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหมอกับครู ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องการศึกษาภาคบังคับและการสนับสนุนทุนเรียนฟรีระหว่างบรรดาผู้ปกครองกับท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน รู้สึกเศร้าใจที่ในที่สุดการศึกษาของไทยหรือของประเทศใดๆที่ท่านไปร่ำเรียนมา ก็ไม่สามารถสร้างผู้นำทางความคิดเพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพของพลเมืองไทย ซึ่งก็คือพลเมืองอาเซียนและพลโลกนั่นเอง

ก่อนอื่นลองมาดูที่การปฏิบัติหน้าที่ของคุณครูในระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนในเบื้องแรกของการเข้ารับการศึกษา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณครูหล่านั้นมีภาระหนักมากเพียงใด โรงเรียนไม่เหมือนมหาวิทยาลัยที่แยกพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนการสอนอย่างชัดเจน อีกทั้งผู้เรียนอยู่ในวัยที่ไม่สามารถรับผิดชอบตนเองได้ทุกเรื่องทั้งหมดเหมือนผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของครู ผู้บริหารหลักๆในหน่วยงานทางการศึกษาก็ทราบดี แต่เวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมากับการปฏิรูปการศึกษา ยังไม่พบว่ารัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จะผลักดันการแก้ไขปัญหาตรงนี้แต่อย่างใด

ประการต่อมา เมื่อเริ่มแรกจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจวบจนปัจจุบัน เราต่างตระหนักถึงการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพราะมิฉะนั้นประชากรไทยอาจว่างงาน เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพลเมืองของประเทศสมาชิกอื่นๆ ดังนั้นการลดจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับตามข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงค้านและสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพของประชากรไทยอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่อาจบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยการนำบุตรหลานเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ จึงทำให้ยังมีผู้เรียนตกหล่นที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การลดระดับชั้นการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงการจำกัดเกรดเฉลี่ยต่อการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาของผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษา จึงเป็นการสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้ปกครองในส่วนดังกล่าวให้ยังคงไม่ตระหนักถึงความสำคัญจำเป็นของการศึกษา รวมทั้งยังเป็นการจำกัดโอกาส ทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ได้รับการที่สูงขึ้น ตลอดจนมิได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตนให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐไม่ควรจำกัดสิทธิในการรับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของผู้เรียนดังข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว รัฐควรจะต้องเร่งรัดจัดการศึกษาโดยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การจัดการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ตกหล่นให้สามารถจบการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงขยายการศึกษาภาคบังคับโดยให้ครอบคลุมถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะสำเร็จได้หาใช่อยู่ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ผู้วางแผนหรือกุมนโยบายเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษา จำเป็นต้องเริ่มทั้งที่บ้าน และสถานศึกษา  โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย นับแต่ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครู ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรเอกชน เช่น สมาคม มูลนิธิ ตลอดจนสถาบันต่างๆ เช่น วัด เป็นต้น โดยนัยดังกล่าว ผู้บริหารโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงจะทำอย่างไรให้สามารถคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งผู้นำของสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เคารพ ศรัทธาของชุมชน/ท้องถิ่น เฉกเช่นในอดีตกาล?

ขอคิดด้วยคน ตอนที่ 1: การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

นับแต่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนและแต่งตั้งหน่วยงานทางการศึกษา เพื่อวางพื้นฐานการนำไปสู่สัมฤทธิผลของการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาเป็นพลเมืองไทยที่มีคุณภาพตามต้องการได้ ผู้เขียนพยายามติดตามข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอยู่เสมอ ตราบจนหลายวันที่ผ่านมา ได้สดับข่าวคราวการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหมอกับครู ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องการศึกษาภาคบังคับและการสนับสนุนทุนเรียนฟรีระหว่างบรรดาผู้ปกครองกับท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน รู้สึกเศร้าใจที่ในที่สุดการศึกษาของไทยหรือของประเทศใดๆที่ท่านไปร่ำเรียนมา ก็ไม่สามารถสร้างผู้นำทางความคิดเพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพของพลเมืองไทย ซึ่งก็คือพลเมืองอาเซียนและพลโลกนั่นเอง

ก่อนอื่นลองมาดูที่การปฏิบัติหน้าที่ของคุณครูในระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนในเบื้องแรกของการเข้ารับการศึกษา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณครูหล่านั้นมีภาระหนักมากเพียงใด โรงเรียนไม่เหมือนมหาวิทยาลัยที่แยกพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนการสอนอย่างชัดเจน อีกทั้งผู้เรียนอยู่ในวัยที่ไม่สามารถรับผิดชอบตนเองได้ทุกเรื่องทั้งหมดเหมือนผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของครู ผู้บริหารหลักๆในหน่วยงานทางการศึกษาก็ทราบดี แต่เวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมากับการปฏิรูปการศึกษา ยังไม่พบว่ารัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จะผลักดันการแก้ไขปัญหาตรงนี้แต่อย่างใด

ประการต่อมา เมื่อเริ่มแรกจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจวบจนปัจจุบัน เราต่างตระหนักถึงการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพราะมิฉะนั้นประชากรไทยอาจว่างงาน เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพลเมืองของประเทศสมาชิกอื่นๆ ดังนั้นการลดจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับตามข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงค้านและสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพของประชากรไทยอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่อาจบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยการนำบุตรหลานเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ จึงทำให้ยังมีผู้เรียนตกหล่นที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การลดระดับชั้นการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงการจำกัดเกรดเฉลี่ยต่อการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาของผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษา จึงเป็นการสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้ปกครองในส่วนดังกล่าวให้ยังคงไม่ตระหนักถึงความสำคัญจำเป็นของการศึกษา รวมทั้งยังเป็นการจำกัดโอกาส ทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ได้รับการที่สูงขึ้น ตลอดจนมิได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตนให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐไม่ควรจำกัดสิทธิในการรับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของผู้เรียนดังข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว รัฐควรจะต้องเร่งรัดจัดการศึกษาโดยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การจัดการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ตกหล่นให้สามารถจบการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงขยายการศึกษาภาคบังคับโดยให้ครอบคลุมถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะสำเร็จได้หาใช่อยู่ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ผู้วางแผนหรือกุมนโยบายเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษา จำเป็นต้องเริ่มทั้งที่บ้าน และสถานศึกษา  โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย นับแต่ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครู ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรเอกชน เช่น สมาคม มูลนิธิ ตลอดจนสถาบันต่างๆ เช่น วัด เป็นต้น โดยนัยดังกล่าว ผู้บริหารโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงจะทำอย่างไรให้สามารถคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งผู้นำของสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เคารพ ศรัทธาของชุมชน/ท้องถิ่น เฉกเช่นในอดีตกาล?

ขอคิดด้วยคน ตอนที่ 1: การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ใคร?

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

นับแต่รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนและแต่งตั้งหน่วยงานทางการศึกษา เพื่อวางพื้นฐานการนำไปสู่สัมฤทธิผลของการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาเป็นพลเมืองไทยที่มีคุณภาพตามต้องการได้ ผู้เขียนพยายามติดตามข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอยู่เสมอ ตราบจนหลายวันที่ผ่านมา ได้สดับข่าวคราวการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างหมอกับครู ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องการศึกษาภาคบังคับและการสนับสนุนทุนเรียนฟรีระหว่างบรรดาผู้ปกครองกับท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน รู้สึกเศร้าใจที่ในที่สุดการศึกษาของไทยหรือของประเทศใดๆที่ท่านไปร่ำเรียนมา ก็ไม่สามารถสร้างผู้นำทางความคิดเพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพของพลเมืองไทย ซึ่งก็คือพลเมืองอาเซียนและพลโลกนั่นเอง

ก่อนอื่นลองมาดูที่การปฏิบัติหน้าที่ของคุณครูในระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนในเบื้องแรกของการเข้ารับการศึกษา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณครูหล่านั้นมีภาระหนักมากเพียงใด โรงเรียนไม่เหมือนมหาวิทยาลัยที่แยกพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนการสอนอย่างชัดเจน อีกทั้งผู้เรียนอยู่ในวัยที่ไม่สามารถรับผิดชอบตนเองได้ทุกเรื่องทั้งหมดเหมือนผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของครู ผู้บริหารหลักๆในหน่วยงานทางการศึกษาก็ทราบดี แต่เวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมากับการปฏิรูปการศึกษา ยังไม่พบว่ารัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จะผลักดันการแก้ไขปัญหาตรงนี้แต่อย่างใด

ประการต่อมา เมื่อเริ่มแรกจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจวบจนปัจจุบัน เราต่างตระหนักถึงการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพราะมิฉะนั้นประชากรไทยอาจว่างงาน เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพลเมืองของประเทศสมาชิกอื่นๆ ดังนั้นการลดจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับตามข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงค้านและสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพของประชากรไทยอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่อาจบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยการนำบุตรหลานเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ จึงทำให้ยังมีผู้เรียนตกหล่นที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การลดระดับชั้นการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงการจำกัดเกรดเฉลี่ยต่อการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาของผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษา จึงเป็นการสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้ปกครองในส่วนดังกล่าวให้ยังคงไม่ตระหนักถึงความสำคัญจำเป็นของการศึกษา รวมทั้งยังเป็นการจำกัดโอกาส ทำให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่ได้รับการที่สูงขึ้น ตลอดจนมิได้ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตนให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐไม่ควรจำกัดสิทธิในการรับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของผู้เรียนดังข้อเสนอของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว รัฐควรจะต้องเร่งรัดจัดการศึกษาโดยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การจัดการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ตกหล่นให้สามารถจบการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงขยายการศึกษาภาคบังคับโดยให้ครอบคลุมถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะสำเร็จได้หาใช่อยู่ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ผู้วางแผนหรือกุมนโยบายเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษา จำเป็นต้องเริ่มทั้งที่บ้าน และสถานศึกษา  โดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทุกฝ่าย นับแต่ผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครู ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรเอกชน เช่น สมาคม มูลนิธิ ตลอดจนสถาบันต่างๆ เช่น วัด เป็นต้น โดยนัยดังกล่าว ผู้บริหารโรงเรียนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงจะทำอย่างไรให้สามารถคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่งผู้นำของสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เคารพ ศรัทธาของชุมชน/ท้องถิ่น เฉกเช่นในอดีตกาล?


Last Updated (Sunday, 01 May 2016 12:31)

 

PostHeaderIcon ทำไมจึงไม่ควรวัดคุณภาพครูจากคะแนนโอเน็ต

                                                     ทำไมจึงไม่ควรวัดคุณภาพของครูจากผลคะแนนโอเน็ต

                                                                                                                                                   ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

                                                      

ในการประเมินภายนอกรอบที่ 3 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่ผ่านมา แม้ว่าผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนจะถูกนำมาใช้ประกอบการประเมินคุณภาพของโรงเรียนมาตรฐานที่ 5 (ผู้เรียนมีความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นตามหลักสูตร ) จนทำให้โรงเรียนจำนวนหนึ่งไม่สามารถผ่านการประเมินได้ ทั้งที่ผลการประเมินในมาตรฐานด้านอื่นๆอยู่ในระดับดีหรือดีมากทุกมาตรฐาน และโดยที่ผู้รู้ได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดการประเมินคุณภาพของครูจากผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนด้วยเหตุผลหลายประการ  อาทิ ความผิดพลาดของข้อสอบ หรือกระบวนการสอบของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สมศ.ยังคงยืนยันที่จะใช้ผลการสอบโอเน็ตหรือผลการทดสอบระดับชาติของนักเรียนมาสะท้อนคุณภาพของครู ในการประเมินภายนอกรอบต่อไป

                หากพิจารณามูลเหตุแท้จริงที่ส่งผลต่อคะแนนโอเน็ตของนักเรียน  แนวนโยบายดังกล่าวของ สมศ. อาจไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยแต่อย่างใด จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ปี 2556 ระบุว่า ประเทศไทยมีธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด นับวันธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจทางการศึกษาได้รับการยกเว้นภาษี ตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร และสังกัดอื่นๆ รวมเกือบ 700 แห่ง แต่มีโรงเรียนกวดวิชาครบทั้ง 50 เขต  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ต้นๆ ของจำนวนโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร  นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด มีโรงเรียนกวดวิชาอีกหลายแห่งที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในข้อมูลของ สช. จึงเชื่อได้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ต้องเรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชา เพื่อให้ผลการสอบผ่าน ดีขึ้น หรือสอบเข้าโรงเรียนที่ต้องการได้ ที่สำคัญกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนมากมานับ 10 ปี แต่ทว่านักเรียนในสถาบันกวดวิชากลับทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

                จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ย้ำให้เห็นว่าการเรียนการสอนในโรงเรียน (ของรัฐบาล) ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียนและผู้ปกครองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ หรือครูผู้สอนในโรงเรียนสอนแล้ว ผู้เรียนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาเพียงพอ รวมทั้งผู้เรียนยังขาดทักษะและคุณลักษณะตามมาตรฐานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  อย่างนี้แล้ว ผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนจะถูกนำมาใช้ชี้วัดคุณภาพของครูในโรงเรียนหรือคุณภาพของครูในสถาบันกวดวิชากันแน่รวมทั้งครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางจะเสียเปรียบหรือไม่?  ในเมื่อผู้เรียนส่วนมากมีพื้นฐานการเรียนต่ำและไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะไปเรียนในสถาบันกวดวิชาเฉกเช่นผู้เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่

           

Last Updated (Wednesday, 17 December 2014 12:26)

 

PostHeaderIcon การศึกษาไทย:การศึกษาเพื่อใคร?


                        การศึกษาไทย: การศึกษาเพื่อใคร ?

                                                                                                                                                       ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

หลายเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ พบว่า มีการประชุมสัมมนาในหมู่นักวิชาการด้านการศึกษาถึงการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยประเด็นหลักมุ่งไปที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยที่นอกจากจะไม่ก้าวหน้าแล้ว คุณภาพการศึกษาของบ้านเรายังจะดูล้าหลังและถอยหลังเข้าคลองไปทุกวัน เมื่อเทียบกับการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน ทั้งผู้เขียนและเพื่อนครูต่างก็เห็นเช่นนั้น ซึ่งก็น่าแปลกใจมิใช่น้อยที่รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความพยายามที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษามาเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ นับตั้งแต่การปรับองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการปรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่เมื่อถึงเวลาจริง การรวมกระทรวงทบวงกรมไว้ด้วยกันกับกลายเป็นทำให้หน่วยงานมีขนาดใหญ่มากเกินไป ทำให้ยากต่อการขับเคลื่อนงานทั้งปวง และหน่วยงานย่อยๆที่เคยเป็นเอกเทศก็ขาดความเป็นอิสระต่อการตัดสินใจในการดำเนินงาน

                นอกจากนี้ หากพิจารณาในส่วนของผู้รับบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะพบว่าในระดับมัธยมศึกษา หากผู้ปกครองพอมีฐานะที่จะส่งเสริมบุตรหลาน ก็จะผลักดันผู้เรียนจนทำให้เกิดการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะการสนับสนุนบุตรหลานให้เรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชา ทั้งนี้โรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีชื่อเสียง ที่โดยมากจะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดจะใช้วิธีคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนห้องพิเศษสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ด้วยการจัดสอบผู้เรียน ทำให้ผู้ที่สอบได้คะแนนน้อยขาดโอกาสเรียนห้องพิเศษ  จนเป็นที่ปริวิตกแก่ผู้ปกครองว่าบุตรหลานของตนจะต้องเข้าเรียนในห้องท้ายๆซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดความตั้งใจเรียน อีกทั้งทำให้นักเรียนที่มีความถนัดหรือความสนใจด้านอื่น เช่น ด้านภาษา ขาดโอกาสได้รับการส่งเสริมตามความถนัดและความสนใจ ยกเว้นในบางโรงเรียนที่มีการจัดโปรแกรมพิเศษด้านภาษาต่างประเทศให้กับผู้เรียน (ซึ่งมีน้อยมากและมีเฉพาะในบางโรงเรียนของบางจังหวัดเท่านั้น)

                สภาวการณ์ของการศึกษาขั้นพื้นฐานในปัจจุบันของไทยจึงดูจะสุ่มเสี่ยงต่อการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของผู้เรียนให้ถูกทาง ตลอดจนสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะทั้งผู้ปกครองและโรงเรียนส่วนมากต่างก็มุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อการเรียนสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จนมองข้ามสนใจ ความสามารถ และความถนัดที่แท้จริงของผู้เรียน ยังผลให้ธุรกิจของสถาบันกวดวิชาเจริญรุดหน้าและขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ผลการสอบวัดสัมฤทธิผลทางการเรียนของผู้เรียนในระดับชาติจึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นผลลัพธ์อันเกิดจากการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน เนื่องจากผู้เรียนเองก็ยืนยันกับผู้ปกครองว่าความรู้และทักษะที่เขานำไปใช้ในการสอบต่างๆนั้นส่วนใหญ่ได้มาจากการเรียนพิเศษ มิใช่ได้จากการสอนของครูในโรงเรียน

                ตราบใดที่ศักยภาพของเยาวชนไทยยังต้องพึ่งพาสถาบันกวดวิชา ตราบนั้นเยาวชนที่ด้อยโอกาสก็จะยิ่งขาดโอกาสในการพัฒนาเพื่อการแข่งขันมากขึ้น รวมทั้งยิ่งจะสะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการศึกษาของรัฐบาลไทย ที่ไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน อีกทั้งไม่สามารถจัดการศึกษาได้บรรลุเป้าหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และเป็นผลพวงของการปฏิรูปการศึกษาในช่วงต้นทรรศวรรษแรก อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกฎหมายด้านการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งนักการศึกษาต่างก็ลงความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้มานาน สมควรต้องได้รับการสังคายนาและปรับปรุงเสียใหม่ โดยมิได้คำนึงถึงความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  อย่างไรก็ดี จากที่กล่าวในข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า การจัดแผนการเรียนและชั้นเรียนของโรงเรียนมิใช่ตัวแปรบ่งชี้คุณภาพที่แท้จริงของนักเรียนหรือโรงเรียนแต่อย่างใด ดังนั้น ถึงเวลาหรือยัง? ที่เราจะต้องปฏิรูปการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาของรัฐบาลไทย

Last Updated (Saturday, 06 July 2013 14:47)

 

PostHeaderIcon การประเมินผลวิชาโครงงาน

                                                                                     การประเมินผลวิชาโครงงาน

                                                                                                                                                                         ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

หลายเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องการสอนโครงงานเพื่อเป็นพื้นฐานด้านการวิจัยแก่นักเรียนในชั้นประถมและมัธยมศึกษา โดยผู้เขียนเจตนาว่าจะเขียนเรื่องการประเมินผลโครงงานเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ด้วยภารกิจหลายอย่าง ทำให้ผู้เขียนว่างเว้นจากหน้าเว็บไซต์ไปนานพอสมควร

         นับแต่เริ่มสอนวิชาโครงงานเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา หลายครั้งหลายคราผู้เขียนต้องปฏิเสธการจัดตารางสอบวิชาโครงงานแก่ผู้ทำหน้าที่จัดตารางฯ ทำให้เรียนรู้ว่ายังมีเพื่อนร่วมงานที่ไม่เข้าใจหลักการหรือความมุ่งหมายในการสอนวิชาโครงงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการและเกิดคุณลักษณะดังต่อไปนี้ 1) รู้จักการวางแผน 2) ได้รับประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) เรียนรู้การทำงานอย่างเป็นระบบมีขั้นตอน 4) ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น 5) เรียนรู้วิธีการและรู้จักการแก้ปัญหา 6) รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี  7) ฝึกการศึกษาค้นคว้าและการคิดวิเคราะห์ ใคร่ครวญ และ 8) ฝึกการประเมินผลงานของตนเองและของเพื่อน ดังนั้นการประเมินผลวิชาโครงงานจึงไม่ได้มุ่งเน้นการประเมินความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของวิชา หากแต่มุ่งเน้นการประเมินผลกระบวนการและผลผลิต โดยประการแรกผู้เรียนได้ผ่านกระบวนการและเกิดคุณลักษณะตามวัตถุประสงค์ในข้างต้นหรือไม่ และประการที่สองคุณภาพของชิ้นงานซึ่งก็คือคุณภาพหรือความสมบูรณ์ของตัวโครงงาน ที่แต่ละเรื่องย่อมมีลักษณะเนื้อหาแตกต่างกันไปตามประเภทและสาระของโครงงานนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในการประเมินผลวิชาโครงงานเพื่อตัดสินผลการเรียน ควรมีการให้น้ำหนักคะแนนแก่โครงงานที่มีลักษณะผสมผสานหรือบูรณาการระหว่างโครงงานตั้งแต่สองประเภทขึ้นไปมากกว่าการทำโครงงานแบบเดี่ยว เช่น การทำโครงงานสำรวจ (เพียงอย่างเดียว) ฯลฯ  เนื่องจากการทำโครงงานแบบบูรณาการจะมีลักษณะซับซ้อน ผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้น นอกจากนี้ ในการประเมินผลโครงงานควรมีแบบสังเกตหรือแบบบันทึกพฤติกรรมของผู้เรียนรายกลุ่มและรายคนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินผลการเรียน รวมถึงแบบประเมินผลชิ้นงาน แบบประเมินผลการทำงานสำหรับผู้เรียนใช้ประเมินการทำงานของตนและของเพื่อนด้วย

      จากวัตถุประสงค์และกลวิธีการตัดสินผลการเรียนวิชาโครงงานดังกล่าวมา จะเห็นได้ว่าการสอนโครงงานเป็นกระบวนการขัดเกลาและหล่อหลอมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่จำเป็นซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการดำรงตนอยู่ในสังคม ตลอดจนเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของการทำวิจัย อันเป็นกระบวนการที่นานาอารยประเทศต่างก็ใช้ในการพัฒนาประเทศของตน ฉะนั้นตราบใดที่คีย์แมนของสถานศึกษายังขาดความรู้ความเข้าใจต่อการวัดผลประเมินผลหรือการตัดสินผลการเรียนวิชาโครงงาน ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองชั้นนำของประชาคมอาเซียนได้อย่างไร?

 

PostHeaderIcon งบประมาณกับโรงเรียนขนาดเล็ก

                                                งบประมาณกับโรงเรียนขนาดเล็ก

                                                                                                                                                            ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์  

                เมื่อประมาณสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาหลายแห่งได้รับการประเมินภายนอกรอบที่สามจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพทางการศึกษา (สมศ.) ผู้เขียนได้มีโอกาสรับฟังการวิพากษ์การดำเนินงานของโรงเรียนแห่งหนึ่งโดยคณะผู้ประเมิน และการแสดงความคิดเห็นของท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาภายหลังที่ท่านได้กล่าวขอบคุณคณะผู้ประเมิน สิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนแห่งนั้น ที่อดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่งและมีประสบการณ์เป็นผู้ประเมินให้กับ สมศ.มาก่อนกล่าวถึงคือ การจัดสรรงบประมาณตามรายหัวหรือการจัดสรรงบประมาณโดยใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียน ซึ่งไม่พอเพียงกับการบริหารจัดการในสถานศึกษาขนาดเล็ก ท่านประธานคณะกรรมการสถานศึกษาท่านดังกล่าวได้แสดงความเห็นว่า การจัดสรรงบประมาณโดยใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียนเป็นความไม่ยุติธรรมบนความยุติธรรม ทำให้ผู้เขียนหวนคิดถึงข้อค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนเอง

               ในการทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “บุพปัจจัยของความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล ” ของผู้เขียน ซึ่งทำการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 ในเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 1 เขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 เขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2 และเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสงครามโดยมีตัวแปรหลักที่ทำการศึกษา คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน การใช้ความเป็นนิติบุคคลของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ความพร้อมและการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา และความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(การบริหารแบบเบ็ดเสร็จที่สถานศึกษา ) จากการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผู้เขียนค้นพบประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน และหนึ่งในประเด็นนั้นคือ การค้นพบด้านการพึ่งพาตนเองของโรงเรียนซึ่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความสำเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยผู้เขียนพบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง  และสถานศึกษาที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและบริบทของสถานศึกษา  และความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองส่วนใหญ่ในสถานศึกษาขนาดเล็กและสถานศึกษาขนาดกลางมีฐานะยากจน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการระดมทรัพยากร จากข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                                 (1) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการควรต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่สถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลางในอัตราที่สูงขึ้น โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาจากบริบทที่ตั้งของโรงเรียน

                                 (2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรจัดให้มีกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน เพื่อให้สถานศึกษาทุกขนาดสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน และสถานศึกษาที่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูงสามารถช่วยเหลือสถานศึกษาที่พึ่งพาตนเองได้น้อย และสนับสนุน กำกับติดตามเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรต้องให้การสนับสนุนงบประมาณ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์แก่โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดกลางเพิ่มขึ้น

                                 (3) สถานศึกษาโดยเฉพาะขนาดเล็กและขนาดกลางควรจัดกิจกรรมเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะในการทำงานและเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริตให้กับผู้เรียนรวมทั้งแบ่งเบาภาระให้กับผู้ปกครองแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของโรงเรียนอีกส่วนหนึ่งด้วย

                ในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สิ่งสำคัญที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียน ก็คือวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ ที่ผู้เรียนต้องทุ่มเทความรู้ความสามารถ กำลังสติปัญญาและเวลา รวมทั้งการได้รับการขับเคี่ยวจากครูอาจารย์อย่างเข้มข้น จึงจะทำให้ผ่านหรือจบการศึกษาได้ แต่ทันทีที่นักศึกษาเรียนจบ เมื่อวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ถูกจัดวางไว้บนชั้นในห้องสมุด วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าเพียงเป็นผลงานวิจัยให้นักศึกษารุ่นหลังได้ใช้สำหรับศึกษาค้นคว้าเท่านั้น หน่วยงานต่างๆของรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือรัฐบาลกลับมองข้ามข้อค้นพบและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์เหล่านั้น ซึ่งไม่คุ้มค่ากับความมานะทุ่มเทหรือการลงทุนของมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตเลยแม้แต่น้อย

                ด้วยความตระหนักในเรื่องดังกล่าว บัณฑิตวิทยาลัยและโครงการปริญญาเอกหลายแห่งได้จัดส่งดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้เขียนเองจำได้ว่าได้ขอความร่วมมือจากโครงการปริญญาเอกที่ผู้เขียนจบการศึกษา ให้จัดส่งดุษฎีนิพนธ์ให้กับสภาการศึกษาแห่งชาติ ในสมัยที่ท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษาฯ นอกเหนือจากที่ส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ผู้เขียนรู้สึกเสียดายที่ดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนถูกวางทิ้งไว้บนชั้นเช่นเดียวกับดุษฎีนิพนธ์ของเพื่อนนักศึกษาทั้งหลาย เพราะมิเช่นนั้นแล้วช่วงระยะเวลาสามปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานน่าจะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนดำเนินการ กำกับและติดตามเรื่องเครือข่ายโรงเรียนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนเสียดายมากไปกว่าที่หน่วยงานสำคัญทางการศึกษาไม่ได้เหลียวแลดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนและเพื่อนๆ ก็คือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐไม่ได้เหลียวแลเด็กๆในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจนและด้อยโอกาสแต่อย่างใด หรือด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นให้รัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนการจัดการศึกษา รัฐบาลจึงจะปล่อยให้การดูแลทรัพยากรของชาติเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร โรงเรียน คุณครู และชุมชนที่ยากจนกระนั้นฤา?

 
More Articles...