เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้97
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้93
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้411
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว488
mod_vvisit_counterเดือนนี้1154
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว166
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด233748

Online (20 minutes ago): 5
IP ของคุณ : 54.226.73.255
,
วันนี้ : Apr 20, 2019

PostHeaderIcon ศาสนา-ปรัชญา

PostHeaderIcon พุทธปัญญา

พุทธปัญญา

สาธุชน คนพุทธ

สมัยเมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก จำได้ว่าเวลาที่เรียนและอ่านเรื่องทศชาติ เพื่อให้สามารถจำพระนามของพระโพธิสัตว์ได้ทั้งสิบชาติ ทั้งผู้เขียนและเพื่อนๆ ก็จะท่องพระนามย่อว่า “เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว ”  แต่ครั้นโตขึ้นแม้จะยังจำพระนามย่อของพระโพธิสัตว์ได้ขึ้นใจ แต่กลับลืมพระนามเต็มและเรื่องราวในหลายชาติของพระองค์ ด้วยความอยากรู้ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวทั้งสิบชาติใหม่

ในแต่ละชาติของพระโพธิสัตว์จะเป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าทรงบำเพ็ญบารมีต่างๆกันถึงสิบอย่างซึ่งเราชาวพุทธทั้งหลายต่างคุ้นเคยกับคำว่า “ทศบารมี ” อันได้แก่ เนกขัมบารมี วิริยบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี ปัญญาบารมี  ศีลบารมี อุเบกขาบารมี ขันติบารมี สัจบารมี และทานบารมี เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรในชาติสุดท้ายก่อนที่สิทธัตถะกุมารจะอุบัติขึ้นในโลก ทรงบำเพ็ญมหาทานอันยิ่งใหญ่ สามารถสละได้แม้กระทั่งพระโอรส พระธิดา และพระมเหสี ยากยิ่งที่คนทั่วไปอย่างเราๆท่านๆจะพึงกระทำได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพระโพธิสัตว์จะทรงอุบัติขึ้นในชาติใดและบำเพ็ญบารมีแบบใดก็ตาม นอกเหนือจากความอดกลั้นอดทนแล้ว สิ่งหนึ่งที่พระโพธิสัตว์ทรงมีและทรงใช้ให้เกิดประโยชน์ก็คือ “สติปัญญา ” (intelligence) และความฉลาดสุขุม (wisdom) อาทิ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ เพื่อมิให้ต้องใช้พระราชอำนาจซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างบาป  จึงแสร้งเป็นคนพิการ ไม่ตรัสวาจาใด เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก ครั้นเรือสำเภาล่มลง ทรงมีสติไม่ตกพระทัยหากแต่รีบปีนขึ้นเสากระโดงเรือ และเมื่อเสวยพระชาติเป็นภูริทัตตกุมารทรงสามารถแก้ข้อสงสัยต่อพระอินทร์ได้ ฯลฯ ความสามารถและการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ดังได้ยกตัวอย่างมาชี้ให้เห็นว่า ปัญญาเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงามและการแก้ไขปัญหาทั้งปวง หรือเป็นเสมือนแสงสว่างที่นำทางให้กับพระองค์ และเพราะเจ้าชายสิทธัตถะทรงยิ่งด้วยพระปัญญา จึงทรงระลึกใคร่ครวญได้ถึงวัฏสงสาร ความไม่เที่ยง และความไม่มีตัวตน กระทั่งทรงเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ (intuition) รู้แจ้ง (insight) ถึงอริยสัจสี่ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดมนุษย์ทั่วไปจึงมีเพียงปัญญาซึ่งหมายถึงความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความฉลาดที่เกิดจากการเรียนและการคิด ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงมีปัญญามากกว่าชนทั้งหลาย(ทั้งในสมัยที่ทรงพระชนม์ชีพกระทั่งถึงปัจจุบัน) คือทรงมีปัญญาจากการหยั่งรู้ อันเป็นปัญญาขั้นสูงสุดที่ได้มาจากการกำหนดสติและสมาธิ คำตอบก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสมสติปัญญา บำเพ็ญเพียรภาวนามาหลายภพชาติ มิใช่เฉพาะที่เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ในสิบชาติก่อนที่จะทรงจุติเป็นสิทธัตถะกุมารเท่านั้น ดังเช่นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทรงกล่าวว่า ชีวิตนี้ในชาติปัจจุบันนี้เป็นชีวิตที่สั้นเมื่อเทียบกับชีวิตในอดีต เพราะทุกชีวิตเกิดมามากมายนับชาติไม่ถ้วน และนักจิตวิเคราะห์ผู้มีประสบการณ์จากการปฏิบัติสมาธิภาวนาก็มีความเห็นว่า สิ่งที่มนุษย์สามารถสะสมข้ามภพข้ามชาติได้ก็คือกำลังสติ (ซึ่งสัตว์อื่นไม่มี) เพราะเมื่อดวงจิตดวงเดิมดับไป จิตดวงใหม่จะสามารถสืบทอดคุณสมบัติของจิตดวงเดิมเอาไว้ได้

การปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงเป็นหนทางที่สามารถเพิ่มพูนปัญญาญาณให้เกิดขึ้นทุกๆชาติ นอกเหนือจากปัญญาที่ได้มาจากการศึกษาค้นคว้า การเรียนและการคิดที่ต้องเสาะแสวงเอาในแต่ละชาติเมื่อมีชีวิต  ผู้มีปัญญาน้อยจึงมิได้หมายความว่าเป็นผู้ที่เรียนหรือสั่งสมบุญมาน้อย แม้ผู้ใดเรียนมามากหากแต่ขาดการศึกษาค้นคว้า ขาดการคิด การใคร่ครวญการเจริญสมาธิและการใช้สติเป็นเครื่องกำกับในชีวิต ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ในทางกลับกันผู้ที่ร่ำเรียนมาน้อย แต่หากหมั่นศึกษาเพิ่มเติม คิดค้นใคร่ครวญ ตลอดจนปฏิบัติสมาธิภาวนา ก็จะสามารถเพิ่มพูนสติปัญญาให้มากขึ้น

ในอดีตหากพระพุทธองค์มิได้ทรงสั่งสมสติปัญญามาก่อนหน้า และใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำทางเมื่อทรงสละราชสมบัติออกผนวช ก็จะไม่มีการตรัสรู้เกิดขึ้น ไม่มีพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนให้ชาวไทยและชาวโลกยึดเหนี่ยวและดำเนินรอยตามพระบรมศาสดาเพื่อไปสู่การหลุดพ้น แม้ปัจจุบันจะทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว ด้วยพระปัญญาจึงทรงตรัสพระคาถาและพระธรรมคำสอนไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าพุทธปัญญานำมาซึ่งความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพุทธปัญญาจึงนำสัตว์ให้พ้นทุกข์ และด้วยพุทธปัญญาจึงนำสัตว์ให้ประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรม ดังมีพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “แสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มี ” พุทธปัญญาจึงเป็นยิ่งกว่าแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลกและเป็นความสว่างยิ่งกว่าปัญญาของผู้ใดในจักรวาล

 

PostHeaderIcon ดร.อัมเพทการ์ มหาบุรุษผู้ไม่มีวันตาย

ดร.อัมเพทการ์ มหาบุรุษผู้ไม่มีวันตาย

ศ. สมุทรสงคราม

ดร.อัมเพทการ์ คือใคร? หากไม่นับชาวอินเดียและพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่ง หลายท่านที่ชอบศึกษาเกี่ยวกับการสู้ชีวิต จำพวกการต่อสู้กับการเหยียดสีผิว  การแบ่งชนชั้นวรรณะ หรือความลำบากแร้นแค้น น่าที่จะรู้จักท่านผู้นี้เป็นอย่างดี ในขณะที่อาจมีผู้คนอีกมากมายซึ่งมิได้ให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าวไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมาก่อนเลย  ดร.อัมเพทการ์ ผู้ควรค่าแก่การยกย่องและถือเป็นแบบอย่างแก่ชาวโลก ทั้งในด้านการศึกษาเล่าเรียนและการต่อสู้เพื่อตนเองและมวลมนุษยชาติ  เช่นเดียวกับผู้เขียน ที่โดยปกติวิสัยจะชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก เนื่องจากวัยซึ่งห่างจากพี่ๆมากทำให้ต้องอาศัยหนังสือเป็นเพื่อนมาตลอด แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกไม่คุ้นกับชื่อของดร.อัมเพทการ์ผู้นี้ อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ เรามักจะอ่านหนังสือต่างประเภทกัน และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยน ความทรงจำย่อมเปลี่ยนไป รวมทั้งเมื่อวัยเปลี่ยนแปลง ความคิดอ่านก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย  ณ ปัจจุบัน ในทรรศนะของผู้เขียน นอกเหนือจากด้านสังคมและการเมืองแล้ว นามของภีมราว รามชี อัมเพทการ์ (Bhimrao Ramji Ambedkar) รัฐบุรุษของอินเดีย คือผู้ทรงคุณค่าในทางการศึกษาและพุทธศาสนาของโลกทีเดียว ผู้เขียนมีเหตุผลใด? ที่กล่าวยกย่องท่านผู้นี้

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 16:13)

 
More Articles...