เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้736
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1459
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2195
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6471
mod_vvisit_counterเดือนนี้23841
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว39487
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด402916

Online (20 minutes ago): 18
IP ของคุณ : 18.204.227.250
,
วันนี้ : Oct 21, 2019

PostHeaderIconการบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

การบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

ช่วงเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรของหน่วยงานโดยเฉพาะข้าราชการต่างวุ่นวายกับการเดินทางไปเข้ารับการอบรมและเข้าร่วมประชุมสัมมนา แต่หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ เมื่อได้รับคำสั่งโดยชอบ ข้าราชการที่ดีต้องรักษาวินัยและปฏิบัติตามคำสั่ง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ฝืนกับความรู้สึกเนื่องจากต้องทิ้งภาระงานไว้ชั่วขณะ อย่างไรก็ดี ข้าราชการและบุคลากรเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานของหน่วยงาน ข้าราชการรวมถึงบุคลากรอื่นในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญและทรงคุณค่า ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ข้าราชการและบุคลากรทุกภาคส่วนจะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและสังคมโลกอยู่เสมอ

หัวข้อเรื่องในการอบรมและประชุมสัมมนาที่ดูจะเป็น highlight เกือบทุกครั้งที่จัดโดยหน่วยงานทางการศึกษา ส่วนใหญ่มักไม่พ้นเรื่องของการพัฒนาคนเข้าสู่สถานะประชากรอาเซียนให้มีคุณภาพ ด้วยกระบวนการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงตั้งความหวังไว้กับโรงเรียน(ซึ่งก็คือคุณครู) และนำไปสู่โครงการพัฒนาครูรวมถึงโครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบที่มีชื่อว่า “โรงเรียนมาตรฐานสากล ” โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งเป้าหมายจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการไว้เบื้องแรก  500 โรงเรียน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเจตนารมณ์ในการจัดทำโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อ (1) พัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพทัดเทียมกับพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ  (2) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศ (3) ยกระดับโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล และ (4) จัดภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกระดับ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศและระหว่างประเทศ

เจตนารมณ์ของโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลในข้างต้นเป็นสิ่งที่ดี ผู้เขียนในฐานะที่เป็นครูและพลเมืองไทยคนหนึ่งเห็นด้วยกับโครงการโดยรวม แต่ประเด็นที่น่ากังขาก็คือ รัฐบาลควรจะทำอย่างไร? โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่เหลืออีกจำนวนสามหมื่นกว่าโรงจึงจะมีโอกาสได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลกับเขาได้บ้าง และระยะเวลาที่เหลืออีกเพียงสามถึงสี่ปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจะพัฒนาเด็กๆในโรงเรียนที่เหลือเหล่านั้นได้ทันหรือ? หลายท่านเมื่ออ่านบทความฉบับนี้คงมีคำตอบอยู่ในใจว่า “งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง อ่านโครงการมาแล้วเดาไม่ออกหรือว่าต่อไปเขาก็ต้องขยายผล ใครเขาจะทำได้ทีเดียวหมดล่ะ? แล้วนอกจากโครงการนี้แล้ว รัฐบาลเขาก็ยังมีโครงการอื่นๆทำควบคู่ไป บางอย่างก็ทำไปแล้ว เช่น การปรับหลักสูตร ไม่รู้เรื่องหรือ? ครูทุกคนทุกโรงเรียนนั่นแหละที่มีหน้าที่พัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับเด็กๆในอาเซียนด้วยกันได้ ” อะไรทำนองนี้ ที่เป็นคำตอบซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะได้รับ ทำให้รู้สึกสงสารเด็กไทยอีกเป็นจำนวนมากมายที่ขาดโอกาสรวมถึงครูไทยที่อาจต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนนึกถึงและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ระบุไว้ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลด้วยก็คือเรื่องโรงเรียนและภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งดีและที่ผ่านมากรมสามัญศึกษาเดิมและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เคยดำเนินการมาบ้างแล้ว ได้แก่ โครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง โครงการจัดตั้งสหวิทยาเขต ฯลฯ หากแต่การดำเนินโครงการค่อนข้างไม่ประสบผลสำเร็จในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน การขาดความตั้งใจจริงและความสมานสามัคคีของกลุ่มโรงเรียน ตลอดจนการขาดการนิเทศกำกับและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่หากรัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปรารถนาจะให้การดำเนินการในเรื่องภาคีเครือข่ายของโรงเรียนมาตรฐานสากลมีความสำเร็จ นอกเหนือจากการทุ่มเทงบประมาณแก่โรงเรียนในโครงการ การอุทิศกำลังกายและกำลังใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรต้องดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้  (1) ขยายผลการพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้กับโรงเรียนเครือข่ายโดยไม่ต้องรอเสร็จสิ้นโครงการในระยะยาว (2) เพิ่มจำนวนโรงเรียนเป้าหมายโดยการจัดกิจกรรมสืบทอดโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลในระดับท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนต้นแบบระดับอำเภอ และโรงเรียนต้นแบบระดับตำบล ตามขนาดและพื้นที่ที่ตั้งของโรงเรียน นอกเหนือจากการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบระดับจังหวัด  (3) นำสิ่งที่ดีมีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลจากโรงเรียนที่มีผลงานหรือเคยพัฒนาคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก่อน (ซึ่งน่าจะมีความพร้อมโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและบุคลากรอยู่ในระดับหนึ่ง) เช่น โรงเรียนในฝันของทุกระดับพื้นที่ โรงเรียนดีเด่นประจำตำบล เป็นต้น (4) พัฒนาความร่วมมือโดยการใช้และแลกเปลี่ยนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เลิกถือเขาถือเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาต่างล้วนเป็นหน่วยงานที่หน้าที่หลักร่วมกันคือการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับพลโลก

ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาเป็นสิ่งที่พึงกระทำโดยไม่ต้องรอช้า เพราะผลผลิตทางการศึกษาคือคน และคุณภาพของคนเป็นสิ่งชี้วัดการพัฒนาและความเจริญของประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารโครงการด้านการศึกษาไม่ต่างจากโครงการด้านอื่นๆ เช่น เร่งดำเนินโครงการเมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณ ปรับลดงบประมาณในทุกโครงการ ฯลฯ ยังให้เกิดข้อผิดพลาดมากมายตามมา อาทิ นักเรียนไม่ได้รับการสอนหรือการดูแลเท่าที่ควรเนื่องจากคุณครูหลายท่านไปราชการอบรม บางโครงการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายเนื่องจากงบประมาณถูกตัดทอน ฯลฯ ดังกรณีตัวอย่าง โครงการคืนครูให้นักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับจัดสรรนำมาจัดจ้างบุคลากรเพื่อให้ช่วยงานธุรการแก่โรงเรียนขนาดเล็กได้เพียง 1 อัตรา เขตพื้นที่การศึกษาจึงใช้วิธีให้บุคลากรเวียนทำงานโรงเรียนละ 2  วัน หมุนเวียนไปในสาม-สี่โรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละโรงเรียนไม่สามารถมอบงานธุรการให้ทำได้ เนื่องจากตามลักษณะงาน หลายงานเป็นงานต่อเนื่องและมีกำหนดเวลา

ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญและเพิกเฉยที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องในการบริหารและดำเนินโครงการ กล่าวคือไม่บริหารและดำเนินโครงการทางการศึกษาให้มีมาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องกระทำให้ต่างจากโครงการพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วยเงื่อนไขระยะเวลา ผลกระทบที่เกิดกับผู้เรียน และเกณฑ์การตัดทอนงบประมาณ (ที่ควรปรับลดเป็นจำนวนโครงการมากกว่าเป็นจำนวนเงิน) เราจะพัฒนาหน่วยงานทางการศึกษาเช่นโรงเรียนให้ไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไร?

 

Comments  

 
0 #16 ธนพรรณ ภู่ฉุ่น รปม3 2012-12-16 15:42
จากบทความของอาจ ารย์ดร.กนกรัตน์ เป็นการส่งเสริม ด้านการศึกษา ดิฉันค่อนข้างเห ็นด้วยเป็นอย่าง มากค่ะ
Quote
 
 
0 #15 จันจิรา บัวขาว รปม.4 2012-12-16 15:36
นโยบายของรัฐบาล ด้านการศึกษาที่ แจกแท๊ปเล็ตให้ก ับนักศึกษา ป.1 โดยการเลือกกลุ่ มเป้าหมายเป็นเด ็กในเมือง ผลที่ได้จะออกมา ในทางบวก แต่หากกลุ่มเป้า หมายเป็นเด ็กในชนบทผลจะออกมาเป็ นลบ เนื่องจากสภาพสั งคมที่แตกต่างกั น การรับรู้ของเด็ กหรือการเรียนรู ้ของเด็กจะแตกต่ างกันโดยสิ้นเชิ ง ถ้ารัฐต้องการพั ฒนทางด้านการศึก ษาขั้นพื้นฐานจร ิงๆ ควรจะใช้กับเด็ก ชนบทเพื่อจะได้น ำข้อมูล หรือผลของการดำเ นินโครงการนั้นม าพัฒนาคุณภาพการ ศึกษาต่อไป
Quote
 
 
0 #14 จิิตติรัตน์ ปากวิเศ 2012-12-16 14:41
การศึกษาคือการพ ัฒนาคนซึ่งคนคือ ส่วนสำคัญของการ พัฒนา
Quote
 
 
0 #13 นงลักษณ์ โกบุตร รปม3 2012-12-16 14:28
จากบทความของท่า นอ.ดร.กนกรัตน์ มีประโยชน์มากใน ด้านการจัดอบรมเ พื่อ (1) พัฒนาผู้เรียนให ้เป็นพลเมืองที่ มีคุณภาพทัดเทีย มกับพลเมืองของป ระเทศเพื่อนบ้าน และนานาประเทศ (2) พัฒนาครูและบุคล ากรทางการศึกษาใ ห้มีความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพใ นการปฏิบัติงานส ู่ความเป็นเลิศ (3) ยกระดับโรงเรียน สู่มาตรฐานสากล และ (4) จัดภาคีเครือข่า ยความร่วมมือทุก ระดับ ทั้งในระดับท้อง ถิ่น ภูมิภาค ประเทศและระหว่า งประเทศ

เจตนารมณ์ของโคร งการโรงเรียนมาต รฐานสากลในข้างต ้นเป็นสิ่งที่ดี
ซึ่งดิฉันยังไม่ ค่อยรู้มากนักเก ี่ยวกับการที่อา เซียนเข้ามาในปร ะเทศ จากบทความมีประโ ยชน์เพิ่มความรู ้ให้ดิฉันมากยิ่ งขึ้น
Quote
 
 
+1 #12 จ่าเอกณัฐพ ปํญญธงชัย 2012-12-16 13:09
การป ระเมินผลโครงการ แต่ละโครงการ ว่าคุ้มค่ากับงบ ประมาณที่เสียไป หรือป่าว ไม่ใช่เพื่อเอาใ จประชาชนเพื่อฐา นเสียงแต่อย่างเ ดียว รปม.รุ่น 3
Quote
 
 
0 #11 อดิศร ชูฤกษ์ 2012-12-16 09:12
มองในแง่การศึกษ าควรมีการปรับปร ุงระบบการศึกษาใ นทุกระดับไม่ว่า จะเป็นหลักสูตรห รือตัวบุคคล ในฐานะที่ผมกำลั งศึกษาเกี่ยวกับ การบริหารโครงกา รมองว่าเป็นโครง การที่ดีและมีโค รงการย่อยๆอีก
Quote
 
 
0 #10 ชัชชา ฉัตรชัยโพธิ์ทอ 2012-10-11 19:25
การศึกษา ควรได้รับการปรั บปรุง เพื่อสร้างอนาคต ให้ประเทศ นักวิชาการต้องม องปัญหาให้ออก นักวิจัยควรเข้า มาร่วมกันปรับปร ุงหลักสูตรสู่มา ตรฐานสากล เพื่ออนาคต การค้าเสรีอาเซี ่ยน สร้างเด็กไทย สู่สังคมโลก
Quote
 
 
0 #9 ศลิษา จันทร์วรรณ์ 2012-10-11 19:11
ประเทศไทย ถือว่า ภาคการศึกษาโดยร วมขาดประสิทธิภา พมานาน เนื่องจากการขาด ครูอาจารย์ที่มี ประสิทธิภาพ เกิดจากการเปลี่ ยนระบบ การจ้างครู ในอัตราจ้างมากเ กินไป ไม่ใช่ครูที่สอบ มาเป็นครูโดยตรง ทำให้คุณภาพ และความสามารถ รวมทั้ง ความรับผิดชอบ ลดน้อยลง รวมทั้งหลักสูตร การเรียนการสอน อาจจะไม่ได้มีคุ ณภาพ มีปัจจัยแวดล้อม ที่ทำให้การศึกษ าด้อยลง เช่น ค่านิยม การใช้โทรศัพท์ การแชท บีบี ทำให้เด็ก ไม่มีสมาธิในการ เรียน และอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ปกค รองสมัยใหม่ไม่ค ่อยมีเวลาดูแลลู ก ต้องทำงานหาเงิน มักขาดความเข้มง วดต่อบุตรหลาน ปัจจัยเหล่านี้ ถือว่า มีส่วนเกี่ยวข้อ ง ที่เป็นปัญหาที่ ควรได้รับการแก้ ไข อย่างเร่งด่วน
Quote
 
 
+3 #8 จตุรงค์ ภูลสนอง 2012-10-11 18:58
การศึกษา ควรได้รับการปรั บปรุง และ เข้าถึงปัญหา ที่แท้จริง ว่าเรากำลังถอยห ลัง ต้องช่วยกันพัฒน าเด็กไทยสู่สากล
Quote
 
 
+1 #7 สุวภัทร รปม.๒ 2012-10-11 13:40
จากบทความทำให้ย ้อนนึกถึงการดำเ นินงานต่างๆ ของกระทรวงศึกษา ธิการ ซึ่งเป็นกระทรวง ที่ได้รับการจัด สรรงบประมาณจำนว นมากเป็นลำดับต้ น ๆ ของในแต่ละปี หากแต่จะมีแต่กา รพัฒนาด้านวัตถุ มากกว่าการให้กา รศึกษาอย่างจริง จังกับเ็ด็กนักเ รียน
Quote
 
 
+2 #6 วสันต์ สุขโชค 2012-10-07 22:33
การศึกษา เป็นสิ่งสำคัญที ่สุดในการพัฒนาป ระเทศ รัฐควรให้ความสำ คัญกับระบบการศึ กษาให้มากกว่านี ้ เพราะหากการศึกษ าไม่มีการพัฒนา แล้วประเทศของเร าจะพัฒนาไปได้อย ่างไร อย่างไรก็ดี การพัฒนาการศึกษ านั้น ก็ควรพัฒนาอย่าง เป็นระบบ และรูปธรรมที่สา มารถนำไปสู่การป ฏิบัติได้จริง และเห็นผลครับ
นายวสันต์ สุขโชค รปม.2
Quote
 
 
+2 #5 อัทธเมศร์ รปม.2 2012-10-07 20:43
ระบบการศึกษาของ ไทยได้มีการพัฒน าและยกระดับมาอย ่างต่อเนื่อง และปัจจุบันทางร ัฐบาลยิ่งมีการก ระตุ้นการพัฒนาใ นด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้นรวมถ ึงด้านการศึกษาเ พื่อให้สอดคล้อง กับการที่จะยกระ ดับประเทศให้เข้ าสู่อาเซียน แต่ปัญหาที่ไม่ส ามารถแก้ไขได้นั ่น ก็คือเรื่องบุคค ลากรไม่เพียงพอ ทำให้ระยะเวลาที ่จะต้องดำเนินกา รในแต่ละโครงการ ที่ทางรัฐบาลกำห นดไว้ อาจจะไม่เป็นไปต ามกำหนด และทำให้เกิดผลก ระทบตามมาหลายๆด ้าน นอกจากนี้ในเรื่ องของการจัดสรรง บประมาณ รัฐบาลมักจะทุ่ม งบประมาณในการจั ดทำโครงการให้กั บโรงเรียนนำร่อง ซะเป็นส่วนใหญ่ เพื่อสร้างให้เก ิดผลงานแก่สายตา ประชาชน ทำให้โรงเรียนที ่เหลืออาจจะเสีย ผลประโยชน์ ดังนั้นรัฐบาลคว รตระหนักถึงผลที ่เกิดขึ้นจริงๆ ผลประโยชน์ของเด ็กผลประโยชน์ของ ครูที่จะนำไปพัฒ นาเด็กให้เกิดศั กยภาพมากยิ่งขึ้ น ไม่ใช่ตระหนักแต ่ผลประโยชน์ส่วน ใหญ่ของรัฐบาล
Quote
 
 
+3 #4 นายรณกฤต สาราจันทร์ 2012-10-06 13:23
ข้าพเจ้าเห็นว่า ระบบการศึกษาของ ประเทศไทยถือว่า ล้มเลว มาเนิ่นนาน ยากที่จะยกระดับ ให้ทัดเทียมสู่อ าเซียนรวมถึงระด ับโลก โดยเฉพาะ เรื่องภาษาต่างป ระเทศ เพราะรัฐบาลและผ ู้มีอำนาจในกระท รวงศึกษาและบุคล ากรบางส่วน ขาดความรู้ความเ ชี่ยวชาญ ขาดวิสัยทัศน์ ขาดคุณธรรมจริยธ รรม จึงไม่มีความสาม ารถที่จะแก้ไขปั ญหาเรื่องการศึก ษาในระยะยาวอย่า งยั่งยืน ในแต่ละโครงการท ี่รัฐบาลดำเนินก ารนั้น ก็เป็นเพียงเพื่ อนโยบายหาเสียงข องพรรค แต่หามีประโยชน์ ต่อเด็กนักเรียน หรือนักศึกษา ก็หาไม่
หลักการดำเนินโค รงการที่จะให้ปร ะสบผลสำเร็จนั้น ต้องดำเนินการตา มขั้นตอน อย่างครบถ้วนกระ บวนความ และประเมินผลโคร งการว่าเป็นประโ ยชน์ต่อส่วนรวม หรือล้มเหลวหรือ ไม่ แต่ที่ผ่านมาและ ในปัจจุบัน โครงการทุกโครงก ารของแต่ละรัฐบา ลไม่ได้ให้ความส ำคัญในการแก้ไขป ัญหา ระบบการศึกษา อย่างจริงจัง จึงเป็นการยากยิ ่งนัก ที่การศึกษาของไ ทย จะทัดเทียมระดับ โลก หรือทัดเทียมอาเ ซียนได้ โดยเฉพาะเรื่องภ าษาต่างป ระเทศ
นายรณกฤต สาราจันทร์ เลขที่ 549316503 รปม.2
Quote
 
 
+2 #3 เอกริน ลัทธศักย์ศิริ 2012-10-04 22:46
เอกริน ลัทธศักย์ศิริ รป.ม. 2

เท่าที่ผมเห็นมา การสัมมนาเรื่อง "การเตรียมความพร ้อมสู่ประชาคมอา เซียน 2558" ส่วนใหญ่ก็จะพูด กันถึงเรื่องเศร ษฐกิจโน้นนี่นั่ น แต่ความพร้อมด้า นสังคม การศึกษาและวัฒน ธรรม แทบจะไม่พูด ไม่สัมมนากันเลย จริงอยู่อาจจะยก มาพูดเรื่องการศ ึกษาบ้าง โดยการตอกย้ำว่า ระบบการศึกษาของ ไทยล่มสลายเป็นร องเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เด็กไทยฟังพูดอ่ านเขียนภาษาอังก ฤษไม่ได้ แพ้เด็กชาติอื่น ๆในอาเซียนแบบยั บเยินไม่เห็นฝุ่ น ก่อนที่รัฐบาลจะ ไปมุ่งหน้าดันโค รงการประชานิยมต ่างๆนานาให้กับป ระชาชน ผมว่าถึงจุดวิกฤ ตแล้ว ที่รัฐบาลจะต้อง หันมาดำเนินโครง การอย่างเร่งด่ว นทางด้านการศึกษ า โดยอาจจะใช้ช่วง เวลา "เตรียมความพร้อม เข้าสู่อาเซียน" นี่ล่ะ มายกเครื่องระบบ การศึกษาไทยเสีย ที ดังบทความของท่า นอาจารย์ที่ว่า "...การพัฒนาการศึกษ าเป็นสิ่งที่พึง กระทำโดยไม่ต้อง รอช้า เพราะผลผลิตทางก ารศึกษาคือคน และคุณภาพของคนเ ป็นสิ่งชี้วัดกา รพัฒนาและความเจ ริญของประเทศนั้ นๆ..." ขอบพระคุณครับ
Quote
 
 
+2 #2 รจรี แก่นจันทร์ 2012-10-04 22:29
รัฐบาลควรมีการป ระเมินผลโครงการ แต่ละโครงการ ว่าคุ้มค่ากับงบ ประมาณที่เสียไป หรือป่าว ไม่ใช่เพื่อเอาใ จประชาชนเพื่อฐา นเสียงแต่อย่างเ ดียว
รจรี แก่นจันทร์ รปม.2
Quote
 
 
+2 #1 อนุศิษฏ์ รป.ม.2 จอมฯ 2012-09-27 11:50
จากบทความของอ.ดร.กนกรัตน์ กระผมจึงได้ตะหน ักถึงนโยบายประช านิยมของรัฐบาลท ี่คิดจะหาเสียงเ พื่อเรียกคะแนนน ิยม เช่น นโยบายเอาใจผู้ป กครองโดยการแจกแ ท็ปเล็ทให้กับเด ็กป.๑ ซึ่งมีอายุเพียง ๕-๖ ปี พวกเขาเหล่านั้น ยังอ่านเขียนภาษ าไทยยังไม่ถูกต้ องมากนัก ซึ่งเด็นป.๑ ในตอนนี้ต้องการ ครูมาดูแลในเรื่ องการอ่านเขียนภ าษามากกว่า ส่วนแท็ปเล็ทเป็ นแค่การสัมผัสที ่หน้าจอ ซึ่งไม่ได้ช่วยพ ัฒนาการอ่านและก ารเขียนเลย กระผมจึงมีความเ ห็นว่ารัฐบาลควร จะนำงบประมาณตรง นี้มาส่งเสริมกา รศึกษาขั้นพื้นฐ านเสียก่อน ทั้งทางด้านการอ บรมครูให้มีคุณภ าพ แล้วให้กระจายไป ยังโรงเรียนที่ห ่างไกลด้อยโอกาส หรือในชนบทที่ยั งขาดแคลน โดยส่วนใหญ่โรงเ รียนเหล่านั้นเป ็นโรงเรียนขนาดก ลางและขนาดเล็กท ี่ยังขาดแคลนบุค ลากรและปัจจัยพื ้นฐานด้านการเรี ยนการสอนอยู่มาก และรัฐบาลควรจะส ่งเสริมการนำผลง านวิจัยต่างๆ มาบูรณาการประยุ กต์ใช้ในการแก้ป ัญหาด้านการศึกษ าให้เป็นรูปธรรม มากกว่าที่จะคิด แต่นโยบายประชาน ิยม จนลืมคำนึงถึงผล กระทบต่างๆ ที่จะตามมา นายอนุศิษฏ์ ปลั่งแสงไพฑูรย์ รป.ม.2 ม.ราชภัฏหมู่บ้านจ อมบึง
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh