เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้360
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้614
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2757
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว4785
mod_vvisit_counterเดือนนี้11763
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว6149
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด252625

Online (20 minutes ago): 9
IP ของคุณ : 54.242.25.198
,
วันนี้ : Jun 19, 2019

PostHeaderIconวิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

“วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” เป็นชื่อบทความที่ผู้เขียนตั้งขึ้นด้วยความรู้สึกไม่ใคร่มั่นใจเท่าใดนัก ท่านผู้อ่านหรือท่านที่ให้ความสนใจต่อข้อเขียนในเว็บไซต์นี้ก็คงรู้สึกแปลกใจ เมื่อเห็นชื่อบทความนี้เช่นเดียวกัน และคงมีคำถามอยู่ในใจว่า เฉพาะงานวิจัยในชั้นเรียนไทยเท่านั้นหรือที่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรืองานวิจัยในชั้นเรียนไทยไม่ใช่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรืออย่างไร? ก่อนอื่นเราท่านทั้งหลายคงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความหมายแท้ที่จริงของงานวิจัยในชั้นเรียน(classroom research) คืออะไร? และการจัดทำหรือกระบวนการของงานวิจัยในชั้นเรียนของครูไทยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการวิจัยในชั้นเรียนหรือไม่?

ท่านผู้รู้ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญและทันสมัย มีผลงานเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ของบรรดาดุษฎีบัณฑิตไทยสาขาการวิจัยหลายท่าน ได้กล่าวถึงการวิจัยในชั้นเรียนว่า ทุกบทความของคลาสรูม รีเสิชที่ท่านได้ศึกษามุ่งเน้นความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนซึ่งหมายถึงการพัฒนาทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยใช้หลักการศึกษาค้นคว้าแบบธรรมชาติ เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียน จากสภาพความเป็นจริงของผู้เกี่ยวข้อง เป็นการวิจัยในบรรยากาศง่ายๆเป็นกันเอง ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นการวิจัยแบบหละหลวมแต่เป็นการวิจัยที่มีระบบเข้มข้นซึ่งจะพัฒนาครูให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาการสอนของตนตลอดเวลาเพื่อจะได้พัฒนาลูกศิษย์ให้มีทักษะในการเรียนรู้ ได้ต่อไป



การวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นหน้าที่ทางวิชาชีพและเป็นเครื่องมือในการประเมินการสอนของครูผู้สอนที่ควรต้องทำเป็นประจำเพื่อสร้างความมั่นใจในการสอนแก่ผู้สอนเอง ถือเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและช่วยให้ครูผู้สอนมีความเป็นอิสระจากการชี้นำของผู้อื่น เช่น ศึกษานิเทศก์ หรือหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ฯลฯ โดยจะทำให้ครูผู้สอนสามารถตัดสินใจ แก้ไขปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนและนำการเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่ชั้นเรียน

จากที่กล่าวมา การวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูทุกคนควรทำ แต่สำหรับครูไทย การวิจัยในชั้นเรียนดูจะเป็นสิ่งที่ยุ่งยากและไม่น่าสนใจ ทั้งนี้มีมูลเหตุหลายประการด้วยกันคือ ประการแรกคุณครูรุ่นอายุห้าสิบกว่าใกล้เกษียณที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่เคยเรียนวิชาวิจัย เพราะหลักสูตรการศึกษาของไทยสมัยก่อนไม่ได้มีการกำหนดรายวิชาวิจัยเอาไว้  ประการต่อมาคุณครูที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัย คือผ่านการศึกษาระดับปริญญาโทมาแล้ว จะมองภาพการวิจัยในชั้นเรียนไม่ต่างไปจากการวิจัยทั่วไปซึ่งมุ่งขยายขอบเขตความรู้มากกว่าการพัฒนาวิชาชีพของตน และที่สำคัญประการสุดท้าย วิทยากรผู้ให้การอบรมเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนมักถ่ายทอดความรู้ที่ผิดเพี้ยนต่างไปจากกระบวนทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง  ยังความสับสนไม่น่าเชื่อถือให้กับคุณครู ทำให้ไม่มั่นใจต่อการนำความรู้ไปปฏิบัติ

นอกจากนี้ ความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนยังพบเห็นได้จากการวิพากษ์งานวิจัย อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการจัดทำผลงานเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น จากครูชำนาญการเป็นครูชำนาญการพิเศษ ของกรรมการผู้ตรวจผลงานหลายเรื่องด้วยกัน อาทิ  ในโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนเพียงชั้นละหนึ่งห้องเรียน ครูผู้สอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองประสงค์จะทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์กับนักเรียนกลุ่มดังกล่าว ซึ่งคือนักเรียนกลุ่มตัวอย่างและกลุ่มประชากรเดียวกันในการทำวิจัย แต่ผู้ให้ความรู้และผู้วิพากษ์งานกลับให้ทรรศนะว่า กลุ่มประชากรในการทำวิจัยคือนักเรียนทั้งโรงเรียน โดยให้นับรวมนักเรียนในปีการศึกษาก่อนหน้าที่เลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามในปีปัจจุบันและชั้นอื่นๆตามลำดับด้วย ทั้งนี้ทรรศนะดังกล่าวนอกจากจะไม่ถูกต้องตามลักษณะของการวิจัยในชั้นเรียนดังที่กล่าวในข้างต้นว่าเป็นการวิจัยแบบเป็นระบบเข้มข้นไม่หละหลวมแล้ว หากพิจารณาโดยยึดหลักการวิจัยซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก็จะตระหนักได้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะผลสรุปของการวิจัยที่เป็นการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองย่อมไม่อาจอ้างอิงไปยังนักเรียนในชั้นเรียนอื่นๆได้ เนื่องจากเป็นการวิจัยเฉพาะที่มุ่งแก้ปัญหาให้กับนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองเท่านั้น รวมถึงยังมีเงื่อนไขอื่นๆที่เป็นการขีดคั่นให้เห็นว่านักเรียนทั้งโรงเรียนมิใช่กลุ่มประชากรในการทำวิจัยดังกล่าว เช่น ช่วงเวลาในการศึกษา ระดับสติปัญญาและคุณลักษณะอื่นๆของผู้เรียนที่ต่างชั้นกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การให้ความเห็นของผู้ให้การอบรมและผู้วิพากษ์ผลงานวิจัยเพื่อขอเลื่อนระดับดังได้กล่าวมาชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้การอบรมและกรรมการตรวจผลงานเองยังมีความสับสนในเรื่องกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มประชากรและปัญหาของการวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยจำเป็นต้องตระหนักว่า ปัญหาใดเป็นปัญหาในชั้นเรียนและปัญหาใดเป็นปัญหาของนักเรียนทั้งโรงเรียน เพราะหากเป็นปัญหาโดยรวมของนักเรียนทั้งหมด เช่น ปัญหาด้านพฤติกรรม ย่อมเป็นไปได้ที่ผู้วิจัยจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอันทำให้ได้มาซึ่งนักเรียนห้องหนึ่งห้องใดหรือชั้นหนึ่งชั้นใดเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา  ผลการศึกษาย่อมจะสามารถอ้างอิงไปยังกลุ่มประชากร คือนักเรียนทั้งโรงเรียนหรือทุกชั้นเรียนได้

ท้ายที่สุดของบทความฉบับนี้ ผู้เขียนใคร่ขอเรียนชี้แจงว่าผู้เขียนมิได้มีเจตนาที่จะติติงกระบวนการใด หรือคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆต่อการตรวจผลงานในการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นของข้าราชการครู นอกจากประสงค์ที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงความสำคัญ หลักการวิจัย และมูลเหตุที่ครูไทยส่วนใหญ่ไม่อาจนำการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนได้  ซึ่งหากทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ผู้ให้การอบรม กรรมการตรวจผลงาน ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้าฝ่ายวิชาการและครูผู้สอนมีความเข้าใจและปฏิบัติเรื่องดังกล่าวได้ตรงตามกระบวนการวิจัยอันเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องกระทำอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากอคติใดๆ รวมทั้งให้ความสำคัญต่อการที่จะช่วยกันขยายความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อๆไป สักวันหนึ่งครูไทยส่วนใหญ่ก็จะสามารถนำการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ประโยชน์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง


บรรณานุกรม

สุชาติ  ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. ( 23 พฤษภาคม 2552). การวิจัยในชั้นเรียน. บทความทางวิชาการ การพัฒนาการ              บริหาร. 1, 3- 5.

Field, J. (2005, June- July) Why Classroom Research? Voices,185. Retrieved July 28, 2011, from http://www.iatefl.org/content/newsletter/185.php

Kochis, B.(2007).Classroom Research: An Introduction. Retrieved July 30, 2011, from                 http://www.evergreen.edu/washcenter/resources/acl/c1.html

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 16:23)

 

Comments  

 
0 #1 วิระภา รามสีดา 2012-07-08 10:11
:zzz
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh