เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้666
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1459
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2125
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6471
mod_vvisit_counterเดือนนี้23771
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว39487
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด402846

Online (20 minutes ago): 21
IP ของคุณ : 18.204.227.250
,
วันนี้ : Oct 21, 2019

PostHeaderIconคุณค่ากับยาขม

คุณค่ากับยาขม

ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์


นับแต่อดีตกระทั่งถึงปัจจุบัน นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาต่างเข้าใจว่า“วิทยานิพนธ์ ” เป็นเสมือนยาขมหม้อใหญ่ในการเรียน เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตนไม่สามารถจบการศึกษาได้ หากไม่สามารถทำวิทยานิพนธ์หรือทำแล้วแต่สอบไม่ผ่าน ความเข้าใจดังกล่าวเป็นที่มาของการเปิดหลักสูตรต่างๆในระดับปริญญาโทซึ่งยกเว้นการทำวิทยานิพนธ์ เพื่อรองรับผู้เรียนที่ปรารถนาจะเป็นมหาบัณฑิตโดยไม่ต้องลงแรงศึกษาค้นคว้า เพียงแต่มีเงื่อนไขให้ผู้เรียนเลือกระหว่างการสอบ comprehensive กับการทำสาระนิพนธ์ (ซึ่งครู อาจารย์หลายท่านเรียกว่า  baby thesis ) และบางสถาบันได้ให้โอกาสนักศึกษามากถึงขนาดอนุญาตให้ผู้เรียนจัดทำสาระนิพนธ์เป็นกลุ่มโดยนักศึกษาจะรับผิดชอบทำสาระนิพนธ์เพียงคนละบทเท่านั้น ทั้งที่การเรียนปริญญาโทในอดีต นักศึกษาจะต้องผ่านการทำวิทยานิพนธ์ทุกบทด้วยตนเองพร้อมกับการสอบ comprehensive หลักสูตรที่ยกเว้นการทำวิทยานิพนธ์แก่นักศึกษาจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดผู้เรียนที่ปรารถนาใบปริญญาบัตรมากกว่าความรู้ ในขณะที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายให้การส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ด้วยตระหนักว่าการวิจัยจักทำให้เกิดข้อค้นพบและนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้พัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญให้กับประเทศได้ นโยบายและการจัดการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ไม่สอดรับกันอย่างสิ้นเชิง


ในฐานะครูผู้สอนและพลเมืองไทย ผู้เขียนขอเรียกร้องให้ผู้เรียนคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับทั้งในด้านความรู้และประสบการณ์จากการทำวิทยานิพนธ์ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เร่งรัดตรวจสอบหลักสูตรต่างๆทั้งในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนที่เปิดสอนโดยเข้าข่ายการแอบแฝงเจตนาในการเรียกลูกค้ามากกว่าการให้ความรู้แก่ผู้เรียน รวมทั้งขอชื่นชมสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีโดยกำหนดให้มีวิชาการวิจัยเป็นรายวิชาบังคับ เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้และประสบการณ์จากการเรียนและการทำวิจัย  ซึ่งทั้งนี้ผู้มีอำนาจในการผ่านความเห็นชอบหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษา ที่มุ่งเน้นการเร้าความสนใจของผู้ประสงค์จะสมัครเรียนด้วยวิธีการดังกล่าวในข้างต้น น่าจะนำไปเป็นอุทาหรณ์สอนใจ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเทคโนโลยี และกระบวนการเรียนการสอนที่ช่วยให้การทำวิทยานิพนธ์ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าและฝึกหัดการทำวิจัยเบื้องต้น เป็นสิ่งที่ไม่น่าหวั่นเกรงสำหรับผู้ประสงค์ที่จะเรียนหรือนักศึกษาอีกต่อไป ดังจะเห็นได้จากข้อมูลความรู้และแหล่งสืบค้นที่ปรากฏให้เห็นมากมายตามเว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนขั้นตอนการจัดทำ การสอบเค้าโครงและร่างวิทยานิพนธ์ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถปรับปรุงพัฒนางานให้ถูกต้องและมีความสมบูรณ์มากขึ้นตามลำดับ จากการวิพากษ์งานและให้ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการในการสอบ ฉะนั้นการทำวิทยานิพนธ์จึงมิใช่สิ่งที่ยากยิ่งต่อการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาอีกต่อไป แท้จริงแล้วความยากยิ่งในการเรียนระดับบัณฑิตศึกษาอยู่ที่การรักษาวินัยในตนเอง การเอาใจใส่ ความทุ่มเทมานะอดทน และความพยายามต่อการศึกษาค้นคว้า ปรับปรุงพัฒนางานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดอันเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้เรียนและกระบวนการที่จะทำให้ได้มาซึ่งวิทยานิพนธ์ที่มีคุณค่าทั้งต่อตนเองและมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้การสนับสนุนส่งเสริมการทำวิจัยจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องกระทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคนด้วยการพัฒนาการศึกษา นอกเหนือจากการพัฒนาความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การปลูกฝังให้ผู้เรียนใฝ่เรียนรู้แล้ว  สิ่งที่จะต้องปลูกฝังและพัฒนาพลเมืองไทยตั้งแต่เยาว์วัยเป็นเบื้องแรกก็คือความมานะอดทนและความมีระเบียบวินัยในตน ตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถจัดหรือปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลสำเร็จต่อผู้เรียนทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตรและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตราบนั้นประเทศไทยยังคงไม่สามารถนำกระบวนการวิจัยมาใช้สรรค์สร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติได้เฉกเช่นหลายประเทศในภูมิภาคเอเซีย ที่เจริญรุดหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา และตราบใดที่หน่วยงานภาครัฐเองยังขาดวิถีทางการดำเนินงานที่ประสานสอดรับกับนโยบายต่างๆของรัฐบาลแล้ว ตราบนั้นในอนาคตประเทศไทยคงไม่สามารถเดินหน้าได้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นหรือก้าวไปอยู่แถวหน้าในประชาคมอาเซียนได้ตามอย่างที่คาดหวังไว้แน่นอน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐควรต้องเร่งสังคายนาแนวทางการดำเนินงานในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อค้นหามูลเหตุแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาในทุกระดับ  หรือทุกฝ่ายจะปล่อยให้พลเมืองไทยกลายสภาพเป็นพลเมืองอาเซียนที่ด้อยคุณภาพไปพร้อมกับความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง?

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 16:13)

 

Comments  

 
0 #3 สมฤทัย รป.มรุ่น3 2012-12-23 10:54
วุฒิอะไรก็ไม่สำ คัญเท่ากับเรียน แล้วไปเอาเปรียบ ประชาชนหรือเปล่
Quote
 
 
0 #2 รจรี แก่นจันทร์ 2012-10-11 13:32
เห็นด้วยกับอาจา รย์นะคะ แต่ปัจจุบันบุคค ลที่มาเรียนปริญ ญาโทส่วนใหญ่ ต้องการนำวุฒิไป เพื่อนำไปปรับกั บที่ทำงานตนเอง ในการปรับเงินเด ือนขึ้น ยิ่งจบเร็วก็ได้ นำไปปรับเร็ว นักศึกษาส่วนใหญ ่จึงเลือกที่จะท ำสาระนิพนธ์ มากกว่าวิทยานิพ นธ์ เพราะสุดท้ายก็ไ ด้วุฒิปริญญาโท มาปรับได้เหมือน กันค่ะ
Quote
 
 
0 #1 นายเมราชา มีเดช 2012-06-26 10:40
:-) :-) :-)
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh