เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
Login Form
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้735
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1459
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2194
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6471
mod_vvisit_counterเดือนนี้23840
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว39487
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด402915

Online (20 minutes ago): 18
IP ของคุณ : 18.204.227.250
,
วันนี้ : Oct 21, 2019

PostHeaderIcon บทความล่าสุด

PostHeaderIcon บทความยอดนิยม

PostHeaderIconความสุขมีจริงหรือ?

                                                    ความสุขมีจริงหรือ?

                                                                                                                  ศ.สมุทรสงคราม

                ขึ้นชื่อว่าความสุข ใครๆก็อยากมีอยากได้  ในโลกของโลกียะ ความสุขล้วนได้มาจากสิ่งบำรุงบำเรอตนเอง สิ่งที่พอกพูนกิเลส ตัณหา ความอยากมี อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นให้ทับทวีมากขึ้น เช่น อยากมีที่พักอาศัยที่ใหญ่โตกว้างขวางกว่าเดิม  อยากสวย รวย เด่น ดัง ในสังคม ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ไม่อยากมีตำแหน่งเล็ก อยากเป็นใหญ่ในที่ทำงาน ฯลฯ เมื่อสมหวังก็มีความสุข  ไม่สมหวังก็มีความทุกข์ แต่ในโลกของโลกุตระ ผู้ทรงคุณความรู้กล่าวว่า ความสุขที่แท้จริงคือความทุกข์น้อย และไม่มีความสุขใดจะเทียบได้กับความสุขอันเกิดจากความสงบ  รวมความว่าความสุขที่แท้จริงในโลกนี้ไม่มี เราผู้เป็นปุถุชนคนธรรมดาหลงละเมอไปเองว่า ความรู้สึกอย่างนี้ ความรู้สึกอย่างนั้นเรียกว่าความสุข แท้จริงสิ่งที่เราประสบคือความทุกข์ในระดับต่างๆกัน ตามระดับของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งหากเราควบคุมเอาไว้ได้ ความทุกข์ที่เกิดก็น้อยลง เช่น บิดา- มารดาเสียชีวิต หากเราคิดได้ว่า การเกิด- ดับเป็นธรรมชาติที่ใครๆก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็จะเป็นทุกข์น้อยกว่าผู้ที่คอยแต่จะคิดและพร่ำรำพันว่าบิดา- มารดายังไม่สมควรเสียชีวิต  เนื่องจากยังแข็งแรง น่าจะอยู่ไปจนถึงเวลาที่บวชลูก- หลาน เป็นต้น ดังนั้นถ้าอยากจะพบกับความสุข ก็จงเร่งหาความสงบเถิด

                วิธีใดจะยังให้พบกับความสุขอันเกิดจากความสงบได้? วิธีง่ายๆก็คงต้องหาโอกาสไปอยู่ในที่เงียบท่ามกลางธรรมชาติ หรือไปวัดนมัสการพระ ทำบุญ เพื่อทำใจให้เยือกเย็นลง ต่อเมื่อเริ่มทำใจให้สงบได้บ้างก็ลองสวดมนต์ไหว้พระให้เป็นกิจนิสัย จากนั้นก็ฝึกทำสมาธิหลังจากสวดมนต์ครั้งละห้านาที  และค่อยๆ เพิ่มเป็นสิบนาทีหรือมากกว่านั้น (จะใช้วิธีนับ หรือภาวนาคำใดก็แล้วแต่จะถนัดหรือจริต ) ถ้าสามารถทำได้ จิตใจก็จะดื่มด่ำรับรสแห่งความสงบสบายใจ ในเรื่องของการทำสมาธิ มีผู้เปรียบเปรยไว้น่าสนใจว่า ทุกๆวันเราต้องอาบน้ำ ชำระล้างทำความสะอาดร่างกายฉันใด การทำสมาธิก็เหมือนกับการทำความสะอาดชำระล้างจิตใจฉันนั้น

                ยามใดที่ได้อาบน้ำ เราจะรู้สึกสดชื่นสบายตัว การทำสมาธิก็ก่อให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นต่อจิตใจเช่นเดียวกัน เอวัง!

               

 

PostHeaderIconการบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

การบริหารโครงการ: ความต่างทางการศึกษา

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

ช่วงเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรของหน่วยงานโดยเฉพาะข้าราชการต่างวุ่นวายกับการเดินทางไปเข้ารับการอบรมและเข้าร่วมประชุมสัมมนา แต่หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ เมื่อได้รับคำสั่งโดยชอบ ข้าราชการที่ดีต้องรักษาวินัยและปฏิบัติตามคำสั่ง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ฝืนกับความรู้สึกเนื่องจากต้องทิ้งภาระงานไว้ชั่วขณะ อย่างไรก็ดี ข้าราชการและบุคลากรเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานของหน่วยงาน ข้าราชการรวมถึงบุคลากรอื่นในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญและทรงคุณค่า ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ข้าราชการและบุคลากรทุกภาคส่วนจะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและสังคมโลกอยู่เสมอ

หัวข้อเรื่องในการอบรมและประชุมสัมมนาที่ดูจะเป็น highlight เกือบทุกครั้งที่จัดโดยหน่วยงานทางการศึกษา ส่วนใหญ่มักไม่พ้นเรื่องของการพัฒนาคนเข้าสู่สถานะประชากรอาเซียนให้มีคุณภาพ ด้วยกระบวนการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงตั้งความหวังไว้กับโรงเรียน(ซึ่งก็คือคุณครู) และนำไปสู่โครงการพัฒนาครูรวมถึงโครงการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบที่มีชื่อว่า “โรงเรียนมาตรฐานสากล ” โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งเป้าหมายจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการไว้เบื้องแรก  500 โรงเรียน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเจตนารมณ์ในการจัดทำโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อ (1) พัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพทัดเทียมกับพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ  (2) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสู่ความเป็นเลิศ (3) ยกระดับโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล และ (4) จัดภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกระดับ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศและระหว่างประเทศ

เจตนารมณ์ของโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลในข้างต้นเป็นสิ่งที่ดี ผู้เขียนในฐานะที่เป็นครูและพลเมืองไทยคนหนึ่งเห็นด้วยกับโครงการโดยรวม แต่ประเด็นที่น่ากังขาก็คือ รัฐบาลควรจะทำอย่างไร? โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่เหลืออีกจำนวนสามหมื่นกว่าโรงจึงจะมีโอกาสได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลกับเขาได้บ้าง และระยะเวลาที่เหลืออีกเพียงสามถึงสี่ปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจะพัฒนาเด็กๆในโรงเรียนที่เหลือเหล่านั้นได้ทันหรือ? หลายท่านเมื่ออ่านบทความฉบับนี้คงมีคำตอบอยู่ในใจว่า “งบประมาณเท่าไรก็ไม่พอ โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง อ่านโครงการมาแล้วเดาไม่ออกหรือว่าต่อไปเขาก็ต้องขยายผล ใครเขาจะทำได้ทีเดียวหมดล่ะ? แล้วนอกจากโครงการนี้แล้ว รัฐบาลเขาก็ยังมีโครงการอื่นๆทำควบคู่ไป บางอย่างก็ทำไปแล้ว เช่น การปรับหลักสูตร ไม่รู้เรื่องหรือ? ครูทุกคนทุกโรงเรียนนั่นแหละที่มีหน้าที่พัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับเด็กๆในอาเซียนด้วยกันได้ ” อะไรทำนองนี้ ที่เป็นคำตอบซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะได้รับ ทำให้รู้สึกสงสารเด็กไทยอีกเป็นจำนวนมากมายที่ขาดโอกาสรวมถึงครูไทยที่อาจต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนนึกถึงและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ระบุไว้ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลด้วยก็คือเรื่องโรงเรียนและภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งดีและที่ผ่านมากรมสามัญศึกษาเดิมและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เคยดำเนินการมาบ้างแล้ว ได้แก่ โครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง โครงการจัดตั้งสหวิทยาเขต ฯลฯ หากแต่การดำเนินโครงการค่อนข้างไม่ประสบผลสำเร็จในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน การขาดความตั้งใจจริงและความสมานสามัคคีของกลุ่มโรงเรียน ตลอดจนการขาดการนิเทศกำกับและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่หากรัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปรารถนาจะให้การดำเนินการในเรื่องภาคีเครือข่ายของโรงเรียนมาตรฐานสากลมีความสำเร็จ นอกเหนือจากการทุ่มเทงบประมาณแก่โรงเรียนในโครงการ การอุทิศกำลังกายและกำลังใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรต้องดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้  (1) ขยายผลการพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้กับโรงเรียนเครือข่ายโดยไม่ต้องรอเสร็จสิ้นโครงการในระยะยาว (2) เพิ่มจำนวนโรงเรียนเป้าหมายโดยการจัดกิจกรรมสืบทอดโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลในระดับท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนต้นแบบระดับอำเภอ และโรงเรียนต้นแบบระดับตำบล ตามขนาดและพื้นที่ที่ตั้งของโรงเรียน นอกเหนือจากการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบระดับจังหวัด  (3) นำสิ่งที่ดีมีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบสู่มาตรฐานสากลจากโรงเรียนที่มีผลงานหรือเคยพัฒนาคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก่อน (ซึ่งน่าจะมีความพร้อมโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและบุคลากรอยู่ในระดับหนึ่ง) เช่น โรงเรียนในฝันของทุกระดับพื้นที่ โรงเรียนดีเด่นประจำตำบล เป็นต้น (4) พัฒนาความร่วมมือโดยการใช้และแลกเปลี่ยนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เลิกถือเขาถือเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาต่างล้วนเป็นหน่วยงานที่หน้าที่หลักร่วมกันคือการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับพลโลก

ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาเป็นสิ่งที่พึงกระทำโดยไม่ต้องรอช้า เพราะผลผลิตทางการศึกษาคือคน และคุณภาพของคนเป็นสิ่งชี้วัดการพัฒนาและความเจริญของประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารโครงการด้านการศึกษาไม่ต่างจากโครงการด้านอื่นๆ เช่น เร่งดำเนินโครงการเมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณ ปรับลดงบประมาณในทุกโครงการ ฯลฯ ยังให้เกิดข้อผิดพลาดมากมายตามมา อาทิ นักเรียนไม่ได้รับการสอนหรือการดูแลเท่าที่ควรเนื่องจากคุณครูหลายท่านไปราชการอบรม บางโครงการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายเนื่องจากงบประมาณถูกตัดทอน ฯลฯ ดังกรณีตัวอย่าง โครงการคืนครูให้นักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับจัดสรรนำมาจัดจ้างบุคลากรเพื่อให้ช่วยงานธุรการแก่โรงเรียนขนาดเล็กได้เพียง 1 อัตรา เขตพื้นที่การศึกษาจึงใช้วิธีให้บุคลากรเวียนทำงานโรงเรียนละ 2  วัน หมุนเวียนไปในสาม-สี่โรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละโรงเรียนไม่สามารถมอบงานธุรการให้ทำได้ เนื่องจากตามลักษณะงาน หลายงานเป็นงานต่อเนื่องและมีกำหนดเวลา

ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญและเพิกเฉยที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องในการบริหารและดำเนินโครงการ กล่าวคือไม่บริหารและดำเนินโครงการทางการศึกษาให้มีมาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องกระทำให้ต่างจากโครงการพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วยเงื่อนไขระยะเวลา ผลกระทบที่เกิดกับผู้เรียน และเกณฑ์การตัดทอนงบประมาณ (ที่ควรปรับลดเป็นจำนวนโครงการมากกว่าเป็นจำนวนเงิน) เราจะพัฒนาหน่วยงานทางการศึกษาเช่นโรงเรียนให้ไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไร?