เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
Login Form
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้678
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1591
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้2269
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว10162
mod_vvisit_counterเดือนนี้22549
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34717
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด319818

Online (20 minutes ago): 30
IP ของคุณ : 18.232.171.18
,
วันนี้ : Aug 19, 2019

PostHeaderIcon บทความล่าสุด

PostHeaderIcon บทความยอดนิยม

PostHeaderIconการศึกษาไทย:การศึกษาเพื่อใคร?


                        การศึกษาไทย: การศึกษาเพื่อใคร ?

                                                                                                                                                       ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

หลายเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ พบว่า มีการประชุมสัมมนาในหมู่นักวิชาการด้านการศึกษาถึงการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยประเด็นหลักมุ่งไปที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยที่นอกจากจะไม่ก้าวหน้าแล้ว คุณภาพการศึกษาของบ้านเรายังจะดูล้าหลังและถอยหลังเข้าคลองไปทุกวัน เมื่อเทียบกับการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน ทั้งผู้เขียนและเพื่อนครูต่างก็เห็นเช่นนั้น ซึ่งก็น่าแปลกใจมิใช่น้อยที่รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความพยายามที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษามาเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ นับตั้งแต่การปรับองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการปรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่เมื่อถึงเวลาจริง การรวมกระทรวงทบวงกรมไว้ด้วยกันกับกลายเป็นทำให้หน่วยงานมีขนาดใหญ่มากเกินไป ทำให้ยากต่อการขับเคลื่อนงานทั้งปวง และหน่วยงานย่อยๆที่เคยเป็นเอกเทศก็ขาดความเป็นอิสระต่อการตัดสินใจในการดำเนินงาน

                นอกจากนี้ หากพิจารณาในส่วนของผู้รับบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะพบว่าในระดับมัธยมศึกษา หากผู้ปกครองพอมีฐานะที่จะส่งเสริมบุตรหลาน ก็จะผลักดันผู้เรียนจนทำให้เกิดการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะการสนับสนุนบุตรหลานให้เรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชา ทั้งนี้โรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีชื่อเสียง ที่โดยมากจะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดจะใช้วิธีคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนห้องพิเศษสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ด้วยการจัดสอบผู้เรียน ทำให้ผู้ที่สอบได้คะแนนน้อยขาดโอกาสเรียนห้องพิเศษ  จนเป็นที่ปริวิตกแก่ผู้ปกครองว่าบุตรหลานของตนจะต้องเข้าเรียนในห้องท้ายๆซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดความตั้งใจเรียน อีกทั้งทำให้นักเรียนที่มีความถนัดหรือความสนใจด้านอื่น เช่น ด้านภาษา ขาดโอกาสได้รับการส่งเสริมตามความถนัดและความสนใจ ยกเว้นในบางโรงเรียนที่มีการจัดโปรแกรมพิเศษด้านภาษาต่างประเทศให้กับผู้เรียน (ซึ่งมีน้อยมากและมีเฉพาะในบางโรงเรียนของบางจังหวัดเท่านั้น)

                สภาวการณ์ของการศึกษาขั้นพื้นฐานในปัจจุบันของไทยจึงดูจะสุ่มเสี่ยงต่อการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของผู้เรียนให้ถูกทาง ตลอดจนสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะทั้งผู้ปกครองและโรงเรียนส่วนมากต่างก็มุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อการเรียนสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จนมองข้ามสนใจ ความสามารถ และความถนัดที่แท้จริงของผู้เรียน ยังผลให้ธุรกิจของสถาบันกวดวิชาเจริญรุดหน้าและขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ผลการสอบวัดสัมฤทธิผลทางการเรียนของผู้เรียนในระดับชาติจึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นผลลัพธ์อันเกิดจากการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน เนื่องจากผู้เรียนเองก็ยืนยันกับผู้ปกครองว่าความรู้และทักษะที่เขานำไปใช้ในการสอบต่างๆนั้นส่วนใหญ่ได้มาจากการเรียนพิเศษ มิใช่ได้จากการสอนของครูในโรงเรียน

                ตราบใดที่ศักยภาพของเยาวชนไทยยังต้องพึ่งพาสถาบันกวดวิชา ตราบนั้นเยาวชนที่ด้อยโอกาสก็จะยิ่งขาดโอกาสในการพัฒนาเพื่อการแข่งขันมากขึ้น รวมทั้งยิ่งจะสะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการศึกษาของรัฐบาลไทย ที่ไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน อีกทั้งไม่สามารถจัดการศึกษาได้บรรลุเป้าหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และเป็นผลพวงของการปฏิรูปการศึกษาในช่วงต้นทรรศวรรษแรก อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกฎหมายด้านการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งนักการศึกษาต่างก็ลงความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้มานาน สมควรต้องได้รับการสังคายนาและปรับปรุงเสียใหม่ โดยมิได้คำนึงถึงความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  อย่างไรก็ดี จากที่กล่าวในข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า การจัดแผนการเรียนและชั้นเรียนของโรงเรียนมิใช่ตัวแปรบ่งชี้คุณภาพที่แท้จริงของนักเรียนหรือโรงเรียนแต่อย่างใด ดังนั้น ถึงเวลาหรือยัง? ที่เราจะต้องปฏิรูปการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาของรัฐบาลไทย

Last Updated (Saturday, 06 July 2013 14:47)

 

PostHeaderIconโพลล์กับการวิจัยเชิงสำรวจ

โพลล์กับการวิจัยเชิงสำรวจ ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์

เมื่อราวๆ เกือบทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า “โพลล์” (Poll ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็กซิทโพลล์ (Exit Poll) ซึ่งขณะนั้นผู้ทำโพลล์สามารถทำนายผลการเลือกตั้งได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ปัจจุบันผลโพลล์หลายหัวข้อที่จัดทำโดยหลายสำนักกลับตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่ครหาถึงกระบวนการได้มาและความน่าเชื่อถือ และหลายครั้งหลายคราที่ผู้ทำโพลล์ก็ได้รับการต่อต้านจนถึงกับถูกเรียกขานชื่อสำนักเปลี่ยนไปเป็นอื่นก็มี ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงอดีตสมัยเรียน ที่ครั้งหนึ่งรุ่นพี่ของผู้เขียนไม่อาจอธิบายได้ว่างานวิจัยของตนซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีความเป็นพิเศษและต่างจากโพลล์อย่างไร? ทั้งนี้มีผู้ให้ความหมายของโพลล์ไว้น่าสนใจ ดังนี้

“Public-opinion survey in which either all members of a particular group, or randomly chosen  respodents from a sector of population, are asked carefully designed questions to extract specific information (Business Dictionary Com, n.d.) ”


จะเห็นได้ว่าโพลล์เป็นการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชน ทั้งการสำรวจจากสมาชิกทุกคนในกลุ่มเฉพาะ หรือการสุ่มเลือกผู้ตอบส่วนหนึ่งจากประชากร โดยใช้คำถามที่เจาะจงข้อมูล ในขณะที่นักวิชาการไทย (วัฒนา สุนทรชัย, 2549) ให้ความหมายว่า โพลล์คือการหยั่งเสียงของประชาชนซึ่งหมายถึงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง โดยความน่าเชื่อถือของผลโพลล์ ขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สถิติในการคำนวณและวิธีการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งจะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีหรืออ้างอิงไปสู่ประชากรได้ ตลอดจนคุณภาพของข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล โดยนัยดังกล่าว โพลล์จึงอยู่ในข่ายของการวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งหมายถึงการแสวงหาข้อข้อมูล ความรู้ อย่างเป็นระบบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือเป็นวิธีการซึ่งเป็นที่ยอมรับเชื่อถือได้

Last Updated (Friday, 04 January 2013 10:34)